วันเสาร์ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2562

เรียนรู้ประวัติศาสตร์ฐานพุทธ: จากอินเดียสู่อินเดีย ชมพูทวี ๒-๔

มาต่อกันคลิปที่ ๒ ครับ ... สาธุ อนุโมทนา กับปัญญาและวิทยาทานของท่านครับ ...



  • อัฟกานิสถาน เป็นทางผ่าน เป็นจุดผ่าน และเป็นเส้นทางค้าขายด้วย เพราะระหว่างจีนและอินเดียจะมีภูเขาหิมาลัยกั้นอยู่  
  • อีกจุดหนึ่งที่เป็นทางผ่าน คือพื้นที่ตะวันออกของอัฟกานิสถานคือ ปากีสถานซึ่งมีเมืองตักสิลาเป็นเมืองสำคัญ ปัจจุบันเป็นพื้นที่ระหว่างเมืองหลวงเก่า ลาวันปินดิ และเมืองหลวงปัจจุบันคือ อิสลามาบัด  อย่ห่างจากอิสลามาบัดเพียง ๘ กิโลเมตรเท่านั้น  
  • ขึ้นไปทางเหนือ จะมีเมืองพามียาน หรือ บามียาน อยู่ห่างไปทางตะวันตกของกรุงกาบูน เมืองหลวงของอัฟกานิสถาน เมืองนี้คือที่ตั้งของพระพุทธรูปใหญ่ที่ถูกกลุ่มตาลีบันระเบิดทำลายไป 
  • ถ้าขึ้นเหนือจากพามียานไปอีก มีเมืองชื่อ แบ้กตร้า เป็นเมืองหลวงของแค้วแบ้กเตรีย ซึ่งยึดครองโดยชาวเปอร์เซียร์ หรือชาวอิหร่านในปัจจุบัน  ที่นี่คือแหล่งกำเนิดของศาสนาโซโลแอสเตอร์  
  • เส้นทางสายไหมเก่า ก็ผ่านพื้นที่นี้เช่นกัน ประมาณ ๓๒๕ ปีก่อนคริสต์ศักราช  เป็นเส้นทางที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ผ่านจากยุโรปไปยังอินเดียและจีน 
  • พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ ได้ยกทัพมาถึงตักสิลานคร ยึดลงทางเมืองบักเตรีย และมาพบปู่ของพระเจ้าอโศก (จันทรคุป) ก่อนจะยกทัพกลับไปเมื่อ ๓๒๖ ปี และตั้งแม่ทัพเป็นเจ้าเมืองไว้ แม่ทัพคนหนึ่งจึงสร้างอาณาจักรแบ้กเตรียขึ้น ที่เมืองกันธาหาน ชื่อกษัตริย์ ซีเรียวคัส ... ต่อมาพื้นที่นี้ถูกยึดโดยพระเจ้าจันทรคุป
  • ช่วง ค.ศ. ๗๐๐ กว่า หรือ พ.ศ. ๑๒๐๐ กว่า มุสลิมเข้ามายึดครองที่เมืองกันธาหานและอาณาจักแบ้กเตรียทั้งหมด  
  • ช่วง ค.ศ. ๑๒๒๑ เป็นยุคของเจงกิสค่าน เป็นที่เข้ามายึดเมืองและทำลายย่อยยับ 



  • อาณาจักรบักเตรียนี่เองที่เป็น "แคว้นโยนก" ที่มีบันทึกในประวัติศาสตร์อินเดีย   คำว่าโยนก เพี้ยนมาจากคำว่า ไอโอเนียเป็นชาวกรีกอพยพลงมาอยู่แผ่นดินตรงนั้น ปัจุบันก็คือ ประเทศตุรกี 
  • บริเวณนี้เองที่เป็นแหล่งกำเนิดของนักปรัชญาตะวันตกสำคัญ ๆ ในช่วงสมัยพุทธกาล  เช่น ทาลีส (Thales) อเนกซีมานเดอร์ พีทากอรัส ฯลฯ  
  • ทาลีสหรือเทลีส เกิดเมื่อ ๖๒๔ ปี ก่อนคริสต์ศักราช ตายเมื่อ ๕๔๖ ก่อนคริสต์ศักราช อายุด ๗๘ ปี  เกือบจะพร้อม ๆ กับพระพุทธเจ้าเลย  เกิดก่อนพระพุทธเจ้า ๑ ปี 
  • พระพุทธเจ้าได้ตรัสตอนหนึ่งว่า  "ในแคว้นโยนมีเพียงสองชนชั้นเท่านั้น คือชนชั้นเจ้านายและชนชั้นทาส" แสดงว่า น่าจะมีการติดต่อถึงกันกับชาวไอโอเนี่ยนกรีก เพราะตรงกับหลักฐานจากไอโอเนี่ยนกรีก ที่แบ่งชนชั้นออกเป็น ๒ ได้แก่ พวกชนชั้นเจ้านายและพวกทาส 
  • ลูกศิษย์ของทาลีสคนหนึ่งชื่อ โสกราตีส ได้รับการยกย่องว่า เป็นนักปรัชญาคนแรกที่ใช้วิธีถามตอบมาใช้ ... แต่ที่จริงแล้ว โสกราตีสนั้นเกิดหลังพระพุทธเจ้า ๑๖๐ ปี  และพระพุทธเจ้าใช้วิธีถาม-ตอบนั้นมาแล้ว 
  • ปี พ.ศ. ๓๓๐ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์มหาราช มาตีได้ทั้งแคว้นโยนก  ทรงตั้งเมืองกันธาหานเป็นเมืองคันธาละ  ตั้งเมืองเฮลาดเป็นเมืองอเล็กซานเดรีย แล้วตั้งกษัตริย์ซีเรียวคัส พื้นที่เหล่านี้จึงปกครองด้วยชาวกรีก  ... ชาวชมพูทวีปเรียกทั้งหมดว่าเป็น ไอโอเนี่ยนหรือ โยนะ หรือ โยนก ทั้งหมด กรีกปกครองพื้นที่นี้อยู่ราว ๒๐๐ ปี 
  • เนื่องจากเป็นจุดเชื่อมการเดินทางหลายเส้นทาง แคว้นโยนะหรือโยนก จึงเป็นแหล่งรวมอารยธรรมต่าง ๆ  ทั้งกรีก อียิปต์ จีน อินเดีย ฯลฯ 
  • ตำราเรื่อง ฮินดูเวิร์ล บอกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเมือง กันทหานและแคว้นคัลธาละ ทำให้อาจสามารถจะสันนิษฐานได้ว่า อาจจะเป็นการเพี้ยนเสียงหรือคำกันได้ 
  • พระเจ้าอเล็กซานเดอร์ต้องการจะบุกอินเดียซึ่งตอนนั้นราชวงศ์นันทะมีอิทธิพลอยู่มาก  จึงหาวิธีจะทำลายความเข้มแข็งภายใน จึงจะคบหากับจันทรคุป (ปู่ของพระเจ้าอโศกในเวลาต่อมา)  แต่พอจะพบกันเกิดปัญหาว่าใครจะเคารพใคร จันทรคุปไม่ยอมทำความเคารพ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์จึงจับจันทรคุปขังไว้  ... แต่หนีไปได้ในเวลาต่อมา  (จันทรคุปนี้มีชื่อเป็นภาษากรีก ว่า เจ้าชายซันโดรโกตรอส บันทึกไว้ในหลักฐานฝ่ายกรีกด้วย)
  • ต่อมาพระเจ้าอเล็กซานเดอร์เลิกทัพไม่บุกราชวงศ์นันทะ ด้วยสันนิษฐานสองสาเหตุ ๑ คือทหารเหนื่อล้ามากเพราะรบมานานมาก และ พระเจ้าอเล็กซานเดอร์เองที่เบื่อหน่ายการรบ อีก ๑ คือ อาจจะเป็นเพราะเกรงว่าจะสู้กับราศวงศ์นันทะไม่ได้   ราว ๆ  ๓๒๖ ก่อน ค.ศ.
  • ส่วนจันทรคุป เมื่อหนีไปได้  ก็รวบรวมกำลังพลเข้าตีแต่ก็แพ้พระเจ้านันทะ  ... วันหนึ่งไปแอบได้ยินยายคนหนึ่งด่าหลานที่กินขนมเบื้องที่เพิ่งออกจากเตา แล้วลวกปากตนเองว่า  "เองมันเหมือนพระเจ้าจันทรคุป  จะไปกินตรงกลางขนมเบื้อง ก็ร้อนก่อนสิ ต้องกินตรงริม ๆ ขอบ ๆ ก่อน สิ " พระเจ้าจันทรคุปจึงรวบรวมกำลังพลค่อย ๆ ตีชายแดนมาเรื่อย ๆ  ในที่สุดก็สามารถตีราศวงศ์นันทะลงได้ ในปี ๓๒๕ ก่อน ค.ศ. สถาปนาราชวงศ์เมาริยะ 
  • พระเจ้าจันทรคุป จัดการบ้านเมืองเสร็จก็ขยายอาณาเขตแดนไปถึงแคว้นคันธาละ เอาชนะพระเจ้าซีเรียลคัส
  • พระเจ้าจันทรคุป ปกครองต่อมา มีลูกชื่อพระเจ้าพินธุสาร ลูกของพระเจ้าพินธุสารก็คือ พระเจ้าอโศกมหาราช 
  • ขณะที่พระเจ้าพินธุสารสวรรคต พระเจ้าอโศกเป็นเจ้าเมืองอุชเชนีย์ แคว้นอวันตี ก่อนจะยกทัพมาฆ่าล้างพี่น้องร่วมบิดาตายหมดเป็นร้อย เหลือไว้แต่น้องร่วมท้องมารดาคนเดียว โหดร้ายมาก จึงถูกเรียกว่า "จันดาโศก" ขึ้นครองราชย์ที่เมืองปาตลีบุตร 
  • พระเจ้าอโศกขยายอาณาเขตไปเรื่อย ๆ ยิ่งใหญ่ที่สุดในอินเดีย  จนกระทั่งยกทัพมาตีแคว้นกาลิงคะ ซึ่งมีกษัตริย์ที่เข้มแข็งมาก คนตายเยอะมาก ตายกันเป็นแสน
  • วันหนึ่งพระเจ้าอโศกได้พบเณรองค์หนึ่ง ... เกิดสลดพระทัย หันมานับถือศาสนาพุทธ จึงเลิกการรบ เปลี่ยนการเอาชนะด้วยสงคราม มาเป็นการเอาชนะด้วยธรรมะ (ธรรมวิชัย)
  • พระเจ้าอโศกได้ขยายเผยแผ่พระพุทธศาสนาขจรขจายไปทั่วทิศ  สร้างวัดถึง ๘๔,๐๐๐ วัด ให้การศึกษา ขุดบ่อน้ำ ทำถนนหนทาง สร้างโรงพยาบาล สร้างที่พักเดินทาง ทำศิลาจารึก เป็นเหตุให้ แคว้นพิหารซึ่งแต่ก่อนคือแคว้นมคธ เต็มไปด้วยวัด   
    • หลักฐานที่บอกว่าลุมพินีวันที่เนปาล และสถานสำคัญ ๆ ทั้งหมด ก็ด้วยหลักฐานที่พระเจ้าอโศกมหาราชสร้างไว้  
    • โดยเขียนในจาลึกในศิลาเสาหินเลยว่า "ที่นี่คือที่ประสูติของพระพุทธเจ้า" ฯลฯ 
  • ยอดเสาหินจะมีสิงห์สี่ตัวหันไปทั้งสี่ทิศ ทูนหัวไว้ด้วยธรรมจักร ... แสดงถึงความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของพระธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา ...ภายหลังเมื่ออินเดียได้เอกราช จึงได้นำเอาตราธรรมจักรมาไว้ในธงชาติด้วย เพื่อยกย่องแด่กษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประวัติศาสตร์อินเดีย  ส่วนหัวสิงห์ก็ใช้เป็นตราแห่งแผ่นดินอินเดีย
  • ศิลาจารึกของพระเจ้าอโศกมหาราชนี่เอง ที่เป็นแหล่งความรู้ เป็นหลักฐาน ของเรื่องราวต่าง ๆ ที่เรารู้กันในวันนี้ 
  • ทรงตั้งธรรมฑูตเผยแผ่พระพุทธศาสนาไปถึง ๙ สาย  สายหนึ่งมาที่สุวรรณภูมิ  ส่วนสายที่ไปเกาะลังกา (ศรีลังกา) ได้ส่งลูกชายคือ พระมหินท์มาเอง  ศาสนาพุทธจึงตั้งรากฐานที่ศรีลังกาอย่างมั่นคง 
  • หลังจากพระเจ้าอโศกมหาราชสวรรคตไปแล้วประมาณ ๕๐ ปี สมัยเหลนของพระเจ้าอโศก อมาตย์ที่นับถือพราหมณ์ซึ่งแค้นพระพุทธศาสนาอยู่แล้ว เกิดการทรยศขึ้นแย่งอำนาจตั้งราชวงศ์ใหม่ชื่อราชวงศ์สงคะ ... พระพุทธศาสนาจึงเสื่อมลงที่อินดีย  ไปเจริญที่แควันคันธาละ 
  • ผ่านมาถึง ๑๖๐ ก่อน ค.ศ.  ทางโยนกมีกษัตริย์ยิ่งใหญ่ชื่อ พระเจ้าเมนานเดอร์ (พระเจ้ามิลินทะ) เป็นกำลังสำคัญของชาวพุทธ ทำให้พุทธศาสนารุ่งเรืองต่อมา 


  • เมื่อถึง ค.ศ. ๗๘ หรือ พ.ศ. ๖๒๑ มีพระเจ้ากานิศกะมหาราช นับถือพระพุทธศาสนาอย่างมาก อยู่ที่เมืองเตชะวา ท่านเป็นชนเผ่าศกะ จึงตั้งศักราชขึ้น แปลว่า ราชาแห่งชาวศกะ เป็นราชวงศ์กุศาน  และมีการจัดให้มีการสังคยานาครั้งที่ ๔ (ฝ่ายมหายาน) และส่งฑูตไปทั่วทางเอเชียร์กลาง
  • ต่อมาในปี ๓๒๐ ปี ก่อน ค.ศ.  มีราชวงศ์ใหม่เกิดขึ้นชื่อว่า ราชวงศ์คุปตะ ตั้งเมืองหลวงไว้ที่เมืองปาตรีบุตร  มีชื่อเสียงด้านการสร้างศิลปะ เช่น พระพุทธรูป ฯลฯ ครองอยู่ ๒๒๐ ปี ก็เสื่อมไป 
  • ก่อน ค.ศ. ๒๕๐ - ๓๐๐ สันนิษฐานว่า มีการสร้างพระพุทธรูปใหญ่ที่บามิยาน 
  • วัดเป็นศูนย์กลางทั้งทางศิลปะและวัฒนธรรม มีการรวมวัน ๖ วัด กลายมาเป็นมหาวิทยาลัยนาลันทาในเวลาต่อมา  และเจริญรุ่งเรืองเป็นอันมาก ในราว ๆ ค.ศ. ๓๐๐ -๔๐๐ 
  • ต่อมาประมาณ ค.ศ. ๕๔๐ หรือ พ.ศ. ๑๕๘๓ ราชวงศ์คุปตะก็เสื่อมไป เพราะมีกองทัพภายนอก มีการรุกรานจากนักรบหลังม้าฮั่น  มาจากอาเซียร์กลาง แบ้กเตรีย โยนก มาคันธาละ ตักสิลา เรียบหมด ... แต่นาลันทาก็ยังรุ่งเรืองอยู่ 
  • ต่อมาเมื่อ ค.ศ. ๔๐๒ หรือ พ.ศ. ๙๔๕ หลวงจีนฟาเหียน ได้เดินทางเข้ามาแสวงบุญศึกษาที่ตักสิลา และได้จดบันทึกประวัติศาสตร์ช่วงนี้ไว้ 
  • ปี ค.ศ. ๖๐๖ หรือ พ.ศ. ๑๑๕๙  มีพระเจ้าหัตษะ หรือ พระเจ้าหัตษวัฒนะมหาราช ตั้งเมืองหลวงชื่อ กันโนชะ หรือเมือง กันเนา ห่างจากนิวเดลีมาทางตะวันออก 
  • ค.ศ. ๖๓๐ หรือ พ.ศ. ๑๑๗๓ พระถังซัมจั๋ง  นักปราชญ์แห่งราชวงศ์ถัง เดินทางมาแสวงบุญ ที่นั่น เป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัยนาลันทาอยู่หลายปี และได้เขียนบันทึกโลกตะวันตก (record of the western journey) เป็นหลักฐานให้ได้ศึกษาต่อมา 
  • องค์ความรู้ต่าง ๆ จากอินเดียนี่เองที่ขยายไปสู่ส่วนต่าง ๆ ทั่วโลก เช่น ตัวเลข 1 2 3 ... จริง ๆ ก็ไปจากอินเดีย ไม่ใช่อาราบิก  แต่เรียกว่า ฮินดูอาราบิก  เพราะชาวอาหรับเอาความรู้นี้มาจากอินเดีย 
  • พระเจ้าหัตสวัฒนะครองราชย์อยู่ ๔๑ ก่อนจะถูกอามาตย์พราหมณ์ปลงพระชนม์ถึงสองรอบ 
  • พระนาบีมูฮัมหมัดสิ้น ใน ค.ศ. ๖๒๒  องค์กาหลิบองค์ที่ ๒ จึงยกทัพไปตีเยลูซาเลมและขยายไปทุกทิศ ค.ศ. ๗๐๐ เศษ อาหรับก็เริ่มตีเข้ามาทางแคว้นคันธาละ แต่ก็ตีไม่ได้ไกลนัก
  • ผ่านมาอีกประมาณ ๒๐๐ ปี เป็นยุคของเติร์กมุสลิม เอาชนะอาหรับได้ และตีเข้ามาในชมพูทวีปได้ มีการจารึกว่า มีการปล้นวัด เอาทรัพย์สินของวัด ฆ่าพระ เผาทำลายหนังสือ ทำลายทุกสิ่งอย่าง 
  • ค.ศ. ๑๒๐๐ หรือ พ.ศ. ๑๗๔๓ พุทธศาสนาก็สูญสิ้นจากอินเดีย  และนักประวัติศาสตร์ของเติร์กมุสลิมได้เขียนสดุดีความสำเร็จของตนเองด้วยความภูมิใจว่า  " เราได้ยกทัพไป รบชนะ จับได้เฉลยเป็นอันมาก ... เราได้ให้เขาเลือกเอาระหว่างดาบหรืออัลเลาะห์ ... เราได้ยึดทรัพย์สินมามากมายเหลือเกิน นับจนมือชา 
  • พระส่วนหนึ่งหนีไปทางเนปาล ทิเบต ลงเรือมาพม่า ลงเรือมาสุมาตรา ฯลฯ 
  • ต่อมาก็เป็นการรบระหว่างฮินดูกับมุศลิม และเป็นประวัติศาสตร์ที่ไม่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาแล้ว 
เกี่ยวกับพุทธประวัติ 
  • พระพุทธเจ้าประสูติ ค.๖๒๓ ปี ก่อน ค.ศ. 
  • ในช่วงที่พระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพาน เมื่อ ๕๔๓ ก่อน ค.ศ.   หลังจากนั้น ๓ เดือน จึงมีการสังคยานาขึ้น  อีกร้อยปีจึงทำครั้งที่ ๒ และทำอีกครั้งที่ ๓ ในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช 
  • ในช่วงนั้น พระเจ้าพิมพิสาร ได้เสียชีวิตไปก่อนพระพุทธเจ้าแล้ว ถูกทำปิตุฆาตโดยพระเจ้าอาชาติศัตรู  
  • พระเจ้าปเสนทิโกศลที่พี่เขยของพระเจ้าพิมพิสาร จึงยกทัพรบกันกับพระเจ้าอาชาติศัตรู แต่ก็รบแพ้พระเจ้าอาชาติศัตรู  วันหนึ่งได้ยินพระท่านคุยกันเรื่องการจัดทัพ จึงนำเอาวิธีจัดทัพนั้นไปใช้ จึงจับพระเจ้าอาชาติศัตรูได้ 
ประเด็นที่น่าสนใจ
  • ไทยและฝรั่งนับระยะแตกต่างระหว่าง ค.ศ. กับ พ.ศ. ไม่เท่ากัน  ต่างกันอยู่ ๖๐ ปี  คนไทยจะบวก ค.ศ. ด้วย ๕๔๓ มาเป็นเป็นพี พ.ศ. ส่วนฝรั่งจะลบ พ.ศ. ด้วย ๔๘๓ ไปเป็น ค.ศ.  ด้วยเหตุว่าอ้างหลักฐานต่าง ๆ คนละแหล่ง 
    • หลักฐานของฝรั่งยึดว่า ปีที่พระเจ้าอเล็กซานเดอร์เจอกับพระเจ้าจันทรคุป และจารึกพระเจ้าอโศก ที่ส่งฑูตไปซีเรีย อิยิปต์ 
    • หลังฐานทางพุทธคือ พระไตรปิฎก
  • หลักฐานที่อ้างอิงว่า พระพุทธเจ้าประสูติที่อินเดียคือ ศิลาจารึกที่พระเจ้าอโศกมหาราชสร้างขึ้น  ๒๐๐ กว่าปี หลังพระพุทธเจ้าปรินิพพาน 

วันพฤหัสบดีที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2562

เรียนรู้ประวัติศาสตร์ฐานพุทธ: จากอินเดียสู่เอเชีย ชมพูทวี ๑

พระพุทธโฆษาจารย์ ป. ประยุตโต ได้เล่าเรื่องประวัติศาสตร์เกี่ยวข้องกับความเป็นมาของหลักคำสอนของพุทธศาสนา ได้อย่างน่าฟังยิ่ง


เยรูซาเลมเมืองศักดิ์ต้นกำเนิดแห่งความขัดแย้ง
  • อัฟกานิสถาน เคยเป็นแดนพระพุทธศาสนา จะเห็นจากที่มีพระพุทธรูป
  • อัฟกานิสถาน ตั้งอยู่ในดินแดนของชมพูทวีป ชมพูทวีปประกอบด้วยแคว้น ๑๖ แคว้น  เริ่มจากตะวันออกนับไปเรื่อย ได้ดังนี้ 
    • แคว้นอังคะ คือบังคลาเทศในปัจจุบัน 
    • แคว้นมคธ  ซึ่งเป็นแคว้นคู่กับอังคะ
    • แคว้นกาสี  มีเมืองหลวงชื่อ เมืองพาลาณสี
    • แคว้นโกศล มีเมืองหลวงชื่อ สาวัตถี คู่กับแคว้นกาสี 
    • แคว้นวัชชี  เป็นมหาอำนาจในยุคพุทธกาล มีเมืองหลวงชื่อ เวสาลี
    • แคว้นมัลละ มีเมืองหลวงชื่อ กุสินารา  เมืองที่ประพุทธเจ้าปรินิพพาน 
    • แคว้นเจตี ไม่ค่อยมีชื่อเสียง
    • แคว้นวังสะ มีเมืองหลวงชื่อโกสัมพี  เมืองสำคัญของกามนิตรวาสิถี 
    • แคว้นกุรุ 
    • แคว้นปันจาละ
    • แคว้นมัจฉะ
    • แคว้นเจนละ
    • แคว้นอัสกะ
    • แคว้นอวันตี มีชื่อเสียงเรื่องกามนิตรวาสิถีด้วย มีเมืองหลวงชื่อ อุตเชนี 
    • แคว้นคันธาละ  มีเมืองหลวงชื่อตักสิลา เป็นเมืองของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ เช่น หมอชีวก  ฯลฯ ปากีสถาน อัฟกานิสถาน อยู่ในแคว้นนี้เอง 
    • แคว้นกัมโพชะ อยู่เหนือสุดต่อกับอาเซียร์กลาง 
  • เยรูซาเลม เป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ของ ๓ ศาสนา ได้แก่ ยว อิสลาม และคริสต์  แต่แทนที่จะปรองดองกับเป็นเหตุให้รบกันมาเป็นพันปี 
  • ดินแดนแถบประเทสอิสราเอล พวกยิวเคยอยู่มาก่อนราว ๆ ๔,๐๐๐ ปีก่อน  ต่อมาเกิดความแห้งแล้งจึงอพยบไปอยู่อิยิปต์  
  • กษัตรย์ฟาโรว์ เกรงจะศูนย์เสียพื้นที่ให้กับยิว จึงจับคนยิวเป็นทาส สร้างปีรามิดในยุคที่อาราจักโรมันรุ่งเรือง 
  • ประมาณ ๑,๒๐๐ ปี ก่อนคริสต์จักราช  ได้มีคำทำนายว่า คนยิวจะมีผู้นำที่เข้มแข็งมาเกิด แล้วจะพาคนยิวให้ยิ่งใหญ่ กษัตริย์ฟาโรว์จึงรับสั่งให้ฆ่าเด็กยิวทั้งหมด  
  • แต่มีเด็กคนหนึ่งที่รอดมาได้ ซึ่งภายหลังก็คือโมเสส แม่ได้ลอยแพให้มาตายเอาดาบหน้าในตะกร้าลอยน้ำไป ตะกร้าลอยน้ำไปติดตาข่ายที่ใช้ป้องกันความปลอดภัยให้เจ้าหญิงชาวอิยิปต์ 
  • เจ้าหญิงเกิดความเอ็นดู เลยเก็บไปเลี้ยงในวัง เมื่อโตขึ้นก็ได้เป็นใหญ่เป็นโต คอยช่วยเหลือคนยิว และพาชาวยิวหนีออกจากอิยิปต์ ข้ามรีซซี รอดการตามล่าของกองทัพอียิปต์ที่ถูกน้ำขึ้นท่วมตายหมด 
  • เมื่อข้ามไปได้ แต่เจอกับความแห้งแล้งของทะเลทราย  คนเริ่มขาดวินัย โมเสสจึงขึ้นไปยอดเขา กลับลงมาบอกว่า ได้ไปพบกับพระเจ้า  พระยะโฮวา  ได้รับสั่งว่า ให้ทุกคนปฏิบัติตามบัญญัติ ๑๐ ประการ  ทำให้คนยิวมีความหวัง มีระเบียบวินัย เชื่อว่าโมเสสก็คือพระศาสดาของศาสนายิว  เข้าไปอาศัยอยู่ในแผนดินที่เป็นปาเลสไตล์และอิสราเอลในตอนนี้ 
  • ต่อมาก็แตกออกเป็นสองอาณาจักร คือ อาณาจักรยิวและอาณาจักรยูดา (หรือจูดา ก็คือ จอร์แดนในปัจจุบัน)
  • ต่อมาถูกชนชาติอื่น ๆ เวียนมาปกครองคนยิวหลายครั้ง จนกระทั่งอาณาจักรโรมันเข้ามาปกครอง  
  • ในสมัยของออกัสตัสซีซาร์  จักรพรรดิของโรมัน พระเยซูเกิดขึ้นในยุคนี้ อายุประมาณ ๑๒ กว่า - ๒๗ ปี  ประวัติหายไป 
  • พระเยซูอายุ ๓๐ เริ่มสอน ถูกจักรวรรดิโรมันอิจฉา  ถูกลูกศิษย์ของตนคนหนึ่งหักหลัง โรมันสืบสวนและตัดสินให้ตรึงไม้กางเขน  ท่านสอนอยู่เพียง ๓ ปีเท่านั้นเอง  แสดงว่าท่านสิ้นชีพตอนพระชนม์มายุเพียง ๓๓ ปี 
  • ในช่วงประวัติที่หายไปของพระเยซูคริสต์ อายุ ๑๒ -๒๗ ปีนั้น มีการค้นคว้ามากมาย มีอธิบายไว้หลายทาง 
    • ทางหนึ่งบอกว่า ในช่วงนั้นท่านมาเรียนรู้ศาสนาพุทธที่ชมพูทวีป  ท่านนับถือศาสนาพุทธ และไปสอนคำสอนของพุทธ  แต่คำสอนคริสต์ในขณะนี้เป็นคำสอนที่คิดขึ้นใหม่ 
  • ในช่วงที่โรมันเป็่นใหญ่นี้ ชาวคริสต์ถูกกำจัดเป็นจำนวนมาก จนกระทั่งประมาณปี ค.ศ. ๓๐๐  กษัตริย์คอนสแนตินของโรมัน กลับหันมานับถือคริสต์เสียเอง หลังจากนัน ศาสนาคริสต์กลายมาเป็นศาสนาประจำชาติไป  จึงเริ่มการกำจัดผู้ต่อต้านคริสต์บ้าง 
  • อีกประมาณ ๓๐๐ ร้อยปีต่อมา มีเมืองใหญ่เมืองหนึ่งชื่อ เมืองเมกกะ อยู่ใต้นครเยรูซาเลมลงมาประมาณ ๑,๒๐๐ กิโลเมตร มีชายชื่อมูฮัมหมัด ซึ่งต่อมาก็คือศาสนาของศาสนาอิสลาม เริ่มสอนว่าคำสอนของอิสลาม  สู้ไม่ได้จึงหนีอยู่เหนือเมืองเมกกะประมาณ ๓๐๐ กิโลเมตร ชื่อเมืองมดินะ ก่อนจะกลับมาทำสงครามได้เมืองเมกกะคืน ท่านเผยแผ่ศาสนาอยู่จนปี ค.ศ. ๖๓๒ ปี 
  • ศาสนาอิสลามจึงเกิดขึ้น หลังจากคริิสตศักราช ๖๓๒ ปี  ก่อนเสด็จขึ้นสู่สวรรค์ที่เมืองเยรูซาเลม เยรูซาเลมจึงเป็นเมืองศักดิ์สิทธิ์ของอิสลามด้วย 
  • กาหลิบ ผู้สืบทอดต่อจากพระมูฮัมหมัด ก็ทำสงครามขยายดินแดนเรื่อยมาก จนป ค.ศ. ๖๔๐ จึงสามารถตีเอาชนะโรมันได้ครองเมืองเยรูซาเลม 
  • ชาวมุสลิมครองเมืองเยรูซาเลมเรื่อยมาอีกกว่า ๔๐๐ ปี ในขณะที่ทางคริสต์ที่มีโป๊ปเป็นใหญ่ มีอำนาจมาก สามารถสั่งลงโทษกษัตริย์ได้ 
  • ค.ศ. ๑,๐๙๙ โป๊ปพระองค์หนึ่ง มีดำริว่า จะไปตีเอาเมืองเยรูซาเลมกลับมา เกิดสงครามเยรูซาเลมกลับมา และปกครองอยู่เกือบร้อยปี  ก่อนจะถูกตีกลับเป็นของมุสลิม  ตีกลับไปกลับมาแบบนี้ ๘ ครั้ง แต่ส่วนใหญ่ก็ปกครองโดยชาวมุสลิมเป็นหลัก
  • สงครามโลกครั้งที่ ๑ อังกฤษเข้ามาปกครองเยรูซาเลม  เห็นว่า มีชาวยิวอยู่จำนวนหนึ่งสัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ มีความคิดว่า น่าจะมีดินแดนสำหรับชาวยิวเพราะมีประวัติศาสตร์ดังกล่าวมา จึงเปิดโอกาสให้ชาวยิวอพยลเข้ามา เป็นที่มาของอิสรเอล  อังกฤษปกครองจนสิ้นสมัยสงครามครั้งที่ ๒ เกิดสหประชาชาติ 
  • เนื่องจากมีปัญหาความขัดแย้งมาก จึงยกให้สหประชาชาติแก้ปัญหา ในปี ๑,๙๔๗ สหประชาชาติจึงมีมติให้แบ่งพื้นที่กันเป็นปาเลสไตล์ และอิสรเอล  
  • ปี ๑,๙๔๘ อิสรเอลประกาศตั้งรัฐใหม่ขึ้น  ทำให้มุสลิมไม่ยอมรับจึงรวมกันยกทัพเข้าตี แต่ปรากฎว่า อิสรเอลชนะ และได้ดินแดนเพิ่มขึ้น  ... เกิดสงครามยืดเยื้อต่อมาจนถึงปัจจุบัน 
  • ครั้งหนึ่งอิยิปต์ทำสงครามต้องการยึดอิสรเอล แต่ก้แพ้ไปเพียง ๖ วัน เรียกว่า "สงคราม ๖ วัน" 
ประเด็นอื่น ๆ
  • คนไทยยกย่องฝรั่งเพราะไม่เคยถูกปกครองโดยฝรั่ง
  • ประเทศที่เคยถูกฝรั่งปกครองมาก่อนจะไม่ยกย่องฝรั่ง เช่น ศรีลังกา ฯลฯ  ไม่เหมือนคนไทย
  • สิ่งที่ทำให้เกิดนิกายโปแตสแต็นคือ โป๊ปจะสร้างวิหารเซสท์ปีเตอสเบิร์ก จึงขายตั๋วบุญ  มาตินลูเทอร์ไม่เห็นด้วย จึงประท้วง และได้รับการสนับสนุนจากเจ้าชายจากเยอรมัน จึงเกิดสงครามรบกันมามากมาย ยาวนานกว่า ๓๐ ปี เรียกว่า เทอร์ตี้เยียสวอร์ 
  • พระเจ้าแผ่นดินอังกฤษองค์หนึ่งชื่อเอ็ดเวิร์ด จะไปแต่งงานกับแม่ม่าย โป๊ปไม่เห็นด้วย จึงแยกนิกายออกมาอีก ชื่อ นิกายอังกริค่าน แล้วกำจัดพวกคาทอลิก 
  • ลูกสาวของกษัตริย์เอ็ดเวิร์ดองค์หนึ่งขึ้นเป็นใหญ่ในคาทอลิก จึงกำจัดพวกโปรแตสแต็นต์ ราษฎรหนีภัยไปที่เนเธอแลนด์ และหนีไปอเมริกา เป็นผู้บุกเบิกศาสนาที่นั่น  
  • ตั้งแต่ยุคเลเนอร์ซองค์มา ศาสนาคริสต์ก็ถูกแยกออกจากการเมืองการปกครองและค่อยเสื่อมลง 
ท่านสรุปว่า การแสดงความเห็นนั้น ต้องมีความรู้จริง ถ้าจะวิจารณ์อะไรต้องหาความรู้ก่อน จุดเด่นของฝรั่งคือ "การหาความรู้" ไม่ใช่ "แสดงความคิดเห็น" การคิดต้องคิดบนฐานของความรู้ คิดอย่างมีเหตุมีผล 

วันเสาร์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2562

เรียนรู้เส้นทางประชาธิปไตยของไทย จากบันทึกของ ศาสตราจารย์บุญชนะ อัตถากร

ผมเจอหนังสือเล่มเล็กรวมบันทึกบทความ เรื่อง "การปฏิวัติของคณะรสช. ๒๕๓๔" ที่เขียนโดย ศาสตราจารย์บุญชนะ อัตถากร บุคคลผู้ทรงคุณค่าของไทย และโดยเฉพาะคนไทยในจังหวัดมหาสารคาม บ้านเกิดของท่าน ... แม้จะอ่านละเอียดไปเพียงครึ่งเล่ม ก็รู้สึกประเทืองปัญญา ได้คำอธิบายปัญหาการเมืองต่าง ๆ ที่กำลังเกิดตอนนี้ได้ชัดเจนถึงมูลเหตุ... จึงจับประเด็นให้ท่านเห็นเช่นกันครับ ...



ศาสตราจารย์บุญชนะ เป็นนองชายของศาสตราจารย์บุญถิ่น อัตถากร ทั้งสองท่านนี้เป็นน้องชายของท่านบุญช่วย อัตถากร อดีตสมาชิกสภาพผู้แทนราษฏรจังหวัดมหาสารคาม ...  จึงถือเป็นต้นตระกูลพัฒนา มีคุณูปการกับมหาสารคามตั้งแต่ต้นจนถึงปัจจุบัน

ท่านเขียนบันทึกนี้ในขณะที่ดำรงตำแหน่งประธานที่ปรึกษาของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (รสช.) ในช่วงประมาณปี ๒๕๓๔-๒๕๓๖  คือช่วง ๖๓ ปีหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง พ.ศ. ๒๔๗๕ การเขียนแบบจับประเด็นเป็นข้อ ๆ และต่อเนื่องเป็นเหตุการณ์แบบนี้ เป็นวิธีเขียนที่ผมหลงไหลอย่างยิ่ง ....

ท่านแสดงเจตคติชัดเจนมาก ๆ ว่า "...ข้าพเจ้าคิดว่า ประชาธิปไตยของไทยนั้น จะต้องยึดระบบรัฐสภาโดยมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข คนไทยจะต้องรักษาระบบนี้ต่อไปอีกนานเท่านาน..."

ประวัติศาสตร์ "ปฏิวัติ" และ "รัฐประหาร"

ท่านบอกว่า
  • ตลอดระยะเวลา ๖๑ ปีที่ผ่านมา (๒๔๗๕ - ๒๕๓๕) ประเทศไทยตกอยู่ในวงจร ประชาธิปไตย -> คณาธิปไตย -> เอกาธิปไตย -> อนาธิปไตย ->ประชาธิไตย  วนเวียนไปอยู่หลายรอบ ....  ขณะนี้ปี ๒๕๖๒ ประเทศไทยก็ยังคงอยู่ในวัฎจักรอุบาทนี้ครับ 
    • เริ่มต้นหลังการปฏิวัติประชาธิปไตย (democrazy) จะพยายามฟังเสียงส่วนใหญ่ 
    • ต่อมาจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นการมีสองสามคนในคณะออกมาบงการให้มติที่ประชุมเป็นไปตามที่คณะตนต้องการ เรียกว่า คณาธิปไตย (oligarchy) 
    • เมื่อเวลาผ่านไปอีกระยะหนึ่ง ในคณะสองสามคนนั้น ก็จะเหลือมีบุคคลเพียงคนเดียวเป็นผู้มีอำนาจ เรียกว่า เอกาธิปไตย (autocracy dictatorship)
    • และเมื่อปกครองแบบเผด็จการต่อไปอีกไม่นาน การปกครองก็จะเปลี่ยนไปในทางที่ไม่มีระเบียบแบบแผน เกิดความชุลมุนวุ่นวาย อาจเกิดการฆ่าฟันบาดเจ็บล้มตาย และไม่มีใครสามารถควบคุมได้ เรียกว่า อนาธิปไตย (anarchy)
    • จนต้องกลับไปที่การ "ปฏิวัติ" หรือ "รัฐประหาร" อีกครั้ง วนเวียนอยู่แบบนี้ ... ตลอดระยะเวลากว่า ๘๐ ปี มีความพยายามในการก่อรัฐประหารทั้งหมด ๓๔ ครั้ง ทำสำเร็จ ๑๓ ครั้ง (เรียกว่า ก่อรัฐประหาร) ไม่สำเร็จ ๑๑ (เรียกว่าก่อกบฎ) ครั้ง (เว็บไซต์กระปุกสรุปไว้ดีที่นี่)
  • การปฏิวัติใหญ่ของโลกมี ๔ ครั้ง สำคัญ ๆ ได้แก่ การปฏิวัติอังกฤษ (1964-1988) ปฏิวัติฝรั่งเศส (1989-1990) ปฏิวัติอเมริกา (1776-1791) และปฏิวัติรัสเซีย (1917-1993)... สังเกตว่า การปฏิวัติฝรั่งเศสซึ่งเป็นต้นแบบที่นักปฏิวัติของไทยไปเรียนมา ใช้เวลาน้อยที่สุดเพียง ๑ ปี  และสังเกตว่า ท่านไม่ได้นับเอาการปฏิวัติจีนมารวมด้วย 
  • ศาสตราจารย์บรินตัน นักประวัติศาสตร์ผู้มีชื่อเสียง ได้วิเคราะห์และวิจัยสาเหตุแห่งการปฏิวัติใหญ่ทั้งห ๔ ครั้งนี้ว่า เกิดจาก 
    • เศรษฐกิจตกต่ำ  หลังจากรุ่งเรืองมาก่อนหลายปีติด ๆ กัน  ผลแห่งความรุ่งเรืองนั้น จะทำให้ชนชั้นปกครองหาทางกอบโกยความร่ำรวย ทำให้บางกลุ่มไม่พอใจ และภาวะการคลังของประเทศจะตกต่ำมาก การบริหารการคลังจะล้มเหลว โดยเฉพาะการปฏิวัติอังกฤษ.... เหตุจริง ๆ ก็คือการคอรัปชั่น นั่นเอง 
    • ความเกลียดชังระหว่างชนชั้น 
    • ผู้มีปัญญาผละตัวเองออกจากฝ่ายรัฐบาล 
    • ประสิทธิภาพของคณะรัฐบาลเห็นได้ชัดว่าต่ำมาก 
    • บุคคลในรัฐบาลขาดความมั่นใจในตนเองและความไว้ใจในหมู่คณะ
    • ความลังเลของรัฐบาลในการใช้กำลังปราบปรามฝ่ายปฏิวัติ 
การปฏิวัติ รัฐประหาร ของไทย

ท่านเกริ่นความรู้เกี่ยวกับเหตุการณ์คร่าว ๆ ไว้ดังนี้

  • พ.ศ. ๒๔๗๕  "คณะราษฎร" ที่นำโดยพลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา  เพื่อมุ่งให้ประเทศไทยมีการปกครองโดยรัฐธรรมนูญ และเป็นประชาธิปไตย โดยตั้งในพระยามโนปกรณ์นิตธาดา เป็นนายกคนแรก แต่ต่อมาก็ยึดอำนาจกลับ แล้วตั้งให้คนในคณะราษฎรเป็นนายกฯ จนถึง พ.ศ. ๒๔๙๐  (น่าจะหมายถึงท่านปรีดี พนมยงค์)
  • พ.ศ. ๒๔๙๐ "คณะรัฐประหาร" จอมพลผิณ ชุณหะวัณ ยึดอำนาจ แต่งตั้งให้นายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกฯ  จากนั้นไม่นาน ก็ยึดกลับ แต่งตั้งให้ จอมพล ป.พิบูลสงครามเป็นนายก จนถึง พ.ศ. ๒๕๐๐
  • พ.ศ. ๒๕๐๐ "คณะปฏิวัติ" จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ยึดอำนาจ แล้วตั้งนายพจน์ สารสิน เป็นนายกฯ ต่อด้วยจอมพลถนอม กิตติขจร  ต่อมาก็ยึดอำนาจเป็นนายกฯ เอง จนถึงแก่อสัญกรรมใน พ.ศ. ๒๕๐๖  จอมพลถนอม ขึ้นเป็นนายกฯ ต่อ จนถึง พ.ศ. ๒๕๑๖ จึงเกิด "การปฏิวัตินักศึกษา"
  • พ.ศ. ๒๕๑๙ "คณะปฏิรูป" พลเรือเอดสงัด ชลออยู่ ยึดอำนาจจาก ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ซึ่งเป็น สส. แล้วแต่งตั้งให้ นายธานินทร์ กรัยวิเชียร เป็นนายกฯ  อยู่ได้ปีเดียว ก็ยึดอำนาจกลับ แล้วตั้ง พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ คนของคณะปฏิรูป เป็นนายกฯ 
  • สรุปแล้ว ทุกคณะล้วนแล้วแต่สืบทอดอำนาจ ด้วยเหตุผลต่าง ๆ นา ๆ  ... แม้ปัจจุบันก็ไม่ต่างกัน 


การปฏิวัติของ รสช. ๒๕๓๔

ท่านบอกว่า 
  • เหตุผลในการปฏิวัติมี ๒ ประการ ได้แก่ 
    • การคอรัปชั่นอย่างมโหฬาร ... หลังการปฏิวัติมีการออกคำสั่งตั้งกรรมการพิจารณาตรวจสอบทรัพย์สินรัฐมนตรี ๒๐ คน ผลการสอบเสนอริบทรัพย์สินรัฐมนตรี ๑๐ คน เป็นเงินกว่าสองพันล้านบาท แต่ต่อมาอีก ๒ ปี (๓ มีนาคม ๒๕๓๖) ศาลแพ่งตัดสินว่า คำสั่งต่าง ๆ เหล่านั้นเป็นโมฆะทั้งหมด สรุปคือไม่มีการริบทรัพย์สินใคร ใด ๆ เลย 
    • การละเมิดสถาบัน  มีการกล่าวหาว่า รัฐบาลพลเอกชาติชาย เพิกเฉย ไม่ดำเนินคดีแก่บุคคลที่ลอบสังหารบุคคลในสถาบันชั้นสูงและนายทหารชั้นผู้ใหญ่ ๒ คน ... แต่คดีล่าช้ามาก  ท่านจึงเห็นว่า เรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นสาเหตุหลัก
  • ในระยะแรกของการปฏิวัติของคณะ รสช.ประชาชนแซ่ซ้องสาธุการกระทำของ รสช. มาก และมีความเห็นว่า พลเอกสุจินดา คราประยูร ผู้บัญชาการทหารบก ควรจะเป็นนายกรัฐมนตรีเสียเอง
  • การปฏิวัติทุกครั้งที่เกิดขึ้น คณะปฏิวัติจะรักษาอำนาจของตนให้สืบทอดต่อไป สั้นบ้างยาวบ้าง ยกเว้นการปฏิวัติของคณะ รสช. ที่มอบให้นายอานันท์ ปันยารชุน เป็นนายกรัฐมนตรี  ตั้งรัฐบาลบริหารด้วยตนเองเป็นเวลากว่า ๑ ปีเศษ 
  • คณะ รสช.นั้น เกรงใจและเป็นสุภาพบุรุษ เปิดโอกาสให้นายกอานันท์ใช้ความคิดทางการเมืองที่เป็นเสรีของตนได้อย่างอิสระ ... ในมุมหนึ่งจึงทำให้การเมืองของไทยเข้าใกล้ประชาธิปไตยแบบเสรีมากขึ้น 
  • เรื่องที่คณะ รสช. ส่งให้ "คณะที่ปรึกษา รสช." พิจารณามี ๓ เรื่อง คือ 
    • การตั้งโรงงานปุ๋ยแห่งชาติ  ในการประชุมใหญ่มีกรรมการเห็นด้วยถึง ๓๔ คน จาก ๓๕ คน แต่เมื่อทำบันทึกเสนอขึ้นไป (น่าจะเสนอรัฐบาลตอนนั้น) ปรากฎมีรัฐมนตรีคนหนึ่ง ซึ่งเป็นที่ปรึกษาอยู่ด้วย คัดค้าน เรื่องจึงระงับไป ... 
    • ปรับปรุงกฎหมาย ปปป. (กฎหมายปราบโกง เพื่อป้องกันคอรัปชั่น)  ได้ยกร่างใหม่ทั้งฉบับ โดยใช้เวลานานหลายเดือน แต่เมื่อเสนอ รสช. กลับให้ระงับไป
    • การตั้งกระทรวงแรงงาน  ที่ปรึกษาได้ร่วมมือกับกระทรวงมหาดไทย ได้ร่างกฎหมายเพื่อตั้งกระทรวงนี้ รัฐบาลนายกอานันท์ไมเห็นด้วยจึงถูกระงับไป ...ต่อมารัฐบาลนายกชวน หลีกภัย นำมาพิจารณาใหม่ เกือบจะสำเร็จในปี ๒๕๓๖ แต่ก็เกิดอุบัติเหตุ มีการสั่งปิดสภาผู้แทนกระทันหัน จึงถูกระงับไป 
  • สรุป นโยบายเชิงรุกในการพัฒนา ๓ ประการ ของ รสช. ยังไม่สำเร็จในช่วงเวลานั้น ... แต่ต่อมามีการตั้งกระทรวงแรงงานและสวัสดิการสังคม านและสวัสดิการสังคม และเปลี่ยนชื่อเป็นกระทรวงแรงงาน ในเวลาต่อมา ... 
  • เรื่องสำคัญที่รัฐบาลอานันท์ ที่ รสช. ตั้งขึ้น ทำคือ ความพยายามในการแยกมหาวิทยาลัยออกจากระบบราชการ เพื่อให้มหาวิทยาลัยเป็นอิสระ เป็นเอกชน ... แต่คณะที่ปรึกษามองในมุมมองว่า สถาบันพระมหากษัตริย์ไทยและมหาวิทยาลัยมีความผูกพันกันยิ่ง จะเห็นจากที่ ร.๕ มีพระราชดำริให้ตั้ง จุฬาฯ มหาวิทยาลัย และต่อมา ร.๖ ทรงตั้ง จุฬาฯ มหาวิทยาลัย และทรงเสด็จไปพระราชทานทุกปี และเหตุผลว่า มหาวิทยลัยในระบบราชการไม่สามารถสร้างสรรค์ความเป็นเลิศทางวิชาการ ไม่เป็นความจริง ... เรื่องนี้จึงระงับไป 
  • รัฐบาลท่านอานันท์ ได้มอบหมายให้นายมีชัย ฤชุพันธุ์ รองนายกฯ ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญ เสนอต่อสภานิติบัญญัติ ที่มีนายอุกฤษ มงคลนาวิน เป็นประธานสภานิติบัญญัติที่ รสช. เป็นผู้เลือก ... ร่างกฎหมายฉบับนั้นประกอบด้วยกฎหมายประมาณ ๒๐๐ ฉบับ ผ่านสภาฯ ได้โดยไม่อุปสรรคใด ๆ 
  • ท่านบุญชนะ แสดงความเห็นว่า ร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญนี้ (และเกือบทุกฉบับ) ยังคงได้รับอิทธิพลจากประวัติศาสตร์ปฏิวัติรัฐประหารมาตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๗๕ ของ "คณะราษฎร" ของพลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนา คณะรัฐประหารของจอมพลผิณ ชุณหวัณ คณะปฏิวัติของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ คณะปฏิรูปของพลเรือเอกสงัด ชลออยู่... ฯลฯ  ล้วนมีแนวโน้มที่จะผูกยึดหรือสืบทอดอำนาจต่อไปอีกระยะหนึ่ง 
  • ด้วยเหตุนี้เอง ที่ทำให้ นายกอานันท์ แสดงความไม่พอใจอย่างเปิดเผยว่าจะลาออกหากร่างรัฐธรรมนูญฉบับนั้นผ่าน  ท่านบุญชนะ ในฐานะที่ปรึกษา รสช. ได้เสนอว่า ควรจะแต่งตั้งคณะกรรมาธิการชุดใหม่ เพื่อร่างรัฐธรรมนูญใหม่ เพื่อไม่ให้เกิดวิกฤตการณ์รัฐธรรมนูญขึ้น  แต่ผู้นำ รสช. ได้เลือกวิธีประนีประนอม และแก้ไขในวาระ ๒ และ ๓ แทน 
  • หลังจากประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับนั้น  ผลการเลือกตั้งทั่วไป ปรากฎว่า พรรคสามัคคีธรรม ได้รับเลือกมากที่สุด แต่หัวหน้าพรรคไม่สามารถ จะเป็นนายกได้เนื่องจาก ถูกรัฐบาลอเมริกาประกาศขึ้นบัญชีดำ พรรคการเมืองใหญ่ ๔ พรรค จึงสนับสนุนให้พลเอกสุจินดา รับต่ำแหน่งนายกฯ ซึ่งนำมาสู่เหตุการพฤษภาทมิฬ ในเวลาต่อมา 
  • เมื่อพลเอกสุจินดา ลาออก อำนาจ รสช. ก็หมดไป  นายอาทิตย์ อุไรรัตน์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร เสนอเชื่อนายอานันท์ ปันยารชุน ให้เป็นนายกเป็นสมัยสอง  แทนที่จะเสนอพลอากาศเอกสมบุญ ระหงส์ หัวหน้าพรรคชาติไทย (ที่ได้คะแนนเป็นอันดับ ๒) 
ข้อคิดที่ท่านตกผลึกไว้
  • การปฏิวัติรัฐประหารไม่ว่าในประเทศใด ถ้าจะให้บรรลุเป้าหมาย จำเป็นจะต้องใช้อำนาจเด็ดขาด ซึ่งเรียกว่า "อำนาจปฏิบัติ" เป็นเครื่องมือสำคัญ มิฉะนั้นการปฏิวัตินั้นก็จะล้มเหลว 
  • ประชาธิปไตย (ในอุดมคติ) ต้องมีคุณธรรม ๑๐ ประการ (กุศลมูล ๑๐) ได้แก่
    • กายกรรม ๓ คือ ไม่ฆ่าสัตว์ ไม่ลักขโมย ไม่ประพฤติผิดในกาม
    • วาจากรรม ๔ คือ ไม่พูดเท็จ ไม่ส่อเสียด ไม่พูดคำหยาบ ไม่พูดเพ้อเจ้อเหลวไหล
    • มโนกรรม ๓ คือ ไม่โลภเพ่งเล็งเอาของผู้อื่น ไม่พยาบาทปองร้าย และ มีความเห็นชอบ (สัมมาทิฏฐิ)
  • ประเทศไทยต้องสร้างนักประชาธิปไตยในอุดมคตินี้ให้มาก  







































































































วันพฤหัสบดีที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ทำไม เฮือนสุนทรี เวชานนท์ จึงอยู่ยั้งยืนยาว ...

จำได้ว่ามาเหนือทีไร ใครๆ จะต้องมาทานอาหารร้าน "สุนทรี เวชานนท์" "A Celebration of Life" คำถามคือ ทำไม เพราะเพียงท่านเป็นศิลปินมีชื่อเท่านั้นหรือ???  ...  ไม่เลยครับ .... ผมตีความว่ามีปัจจัยอย่างน้อย ๓ ประการ ที่ทำให้ร้านอาหารแห่งนี้ อยู่ได้ยั่งยืนยาว มาถึงปัจจุบัน



๑) อาหารดี (มีปลาช่อนไร้ก้าง เป็นต้น)

ไม่ได้ถ่ายภาพมาแชร์นะครับ  แต่ขอบอกว่า  เมนูปลาช่อนไร้ก้าง อร่อยดีครับ  เด็ก ๓ ขวบ ๖ ขวบ ก็กินได้เพราะไร้ก้างสมชื่อ ผู้ใหญ่ก็กินดีเพราะมีน้ำจิ้มประกอบรสฉู่ฉ่า หรือแม้แต่วัยชราก็ถูกใจเพราะมีผักรสขมเสริฟเคียงมาด้วย  

แน่นอนว่า ปัจจัยนี้คือคีสำคัญที่สุด แต่คงไม่ใช่เฉพาะร้านนี้ที่มีอาหารอร่อย เพราะมาเชียงใหม่รอบนี้ ไปลองทานมา ๓-๔ ร้าน รสชาดอาการหลังลิ้มชิมนั้น ดุเดือดไม่แพ้กันครับ



๒) งามวัฒนธรรม

สังเกตว่าคนเชียงใหม่ภูมิใจในรากเหง้าความเป็นมาของวัฒนธรรมล้านนายิ่ง ตามแหล่งรับประทานอาหาร ร้านโรงแรม แต่งแต้มห้อยแขวน ประดับประดา สัมผัสได้ถึงศรัทธาและภูมิปัญญาล้านนาไทย  มีโคมยี่เป็งหลากหลายชนิดติดร้อยห้องตามเพดาน (ความรู้เกี่ยวกับโคมยี่เป็ง) มีป้ายผ้าภาษาล้านนา ฯลฯ

ผมนึกถึงจังหวัดมหาสารคาม นึกไม่ออกว่ามีร้านอาหารใดที่ประดับไว้ให้เห้นความภูมิใจในวัฒนธรรมอีสานแบบนี้หรือไม่ ... ส่วนใหญ่อยู่ในวัดและจัดทำนุในลักษณะของงานประเพณีเท่านั้น



๓) ชื่อเสียงและเสียงเพลง

ไม่มีใครไม่รู้จักจรัญ มโนเพชร​  เช่นเดียวกัน​  คนอายุสี่สิบขึ้น​ คงไม่มีใครไม่รู้จั​กสุนทรี​  เวชานนท์​ ดังในจึงไม่ผิดหวังที่มาที่ร้านแล้วได้เสพเสียง​อันสุนทรีจากต้นตำหรับ...


วันอังคารที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ปางช้างแม่สา เชียงใหม่ ธันวาคม 2560

วันที่ 19 ธันวาคม 2560 มีโอกาสมาเที่ยวปางช้างแม่สากับครอบครัว ป้างช้างแม่สาตั้งขึ้นประมาณปี 2519 ตรงกับปีที่ผมเกิดพอดี ผู้ก่อตั้งชื่อคุณชูชาติ เริ่มต้นจากการเช่าพื้นที่ประมาณ 12 เอเคอร์หรือ 30 ไร่ จากกองอนุรักษณ์พันธุ์สัตว์ป่า และเช่าช้างจากชาวกะเหรี่ยงมา 4-5 เชือก เริ่มแสดงให้นักท่องเที่ยวซึ่งตอนนั้นมีประมาณ 5-10 คนต่อวัน ได้ชมการแสดงลากซุง ปัจจุบัน ปางช้างแม่สา พี่ช้างถึง 79 เชือก แต่ละชุดจะมี ความช้างประจำประจำเชือก การแสดงมีหลากหลายมาก ตั้งแต่เป่าแคนลากซุง เตะฟุตบอล วาดภาพ เก็บของ และที่สนุกที่สุด คือ ตอนที่ให้อาหารช้าง  

เล่าด้วยภาพท่าจะดีกว่าครับ 










เห็นอะไรจากภาพสุดท้ายครับ ....

วันศุกร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2560

จับประเด็น : ในหลวงรัชกาลที่ ๙ เป็นพระโพธิสัตว์ที่จะมาตรัสรู้เป็นองค์ที่ ๑๐ นับจากนี้

คลิปธรรมะบรรยายเกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ ๙ ของพระอาจารย์กฤช นิมฺมโล แห่งสวนธรรมประสานสุข อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี  (สนใจผลงานท่านคลิกที่นี่ โดยเฉพาะหนังสือเสียงเรื่อง "คำสอนพ่อ" ที่นี่) ท่านเล่าเรื่องในหลวงรัชกาลที่ ๙ กับคำสอนของหลวงปู่พ่อแม่ครูอาจารย์ต่างๆ ที่บอกว่า ในหลวงคือพระโพธิสัตว์ปรารถนาพระโพธิญาณในกาลต่อไป .... น่าสนใจมากและประทับใจผมยิ่ง จึงอยากนำมาแบ่งปันครับ


พระอาจารย์กฤช ท่านเล่าว่าตนเองเป็นทิฐิจริต เหมาะสำหรับการปฏิบัติธรรมด้วยการ "ดูจิต" ท่านปฏิธรรมแบบ "สมถะ" เพราะอยากได้อภิญญาอยู่ ๑๙ ปี ไม่มีผลบรรลุธรรมวิเศษใด จนท่านปรงใจว่าชาตินี้คงได้เพียงเร่งสร้างบารมี จนกระทั่งได้มาเรียนกับ "ครูบาอาจารย์" (เป็นคำที่ท่านเรียกหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช) จึงได้เห็นว่า การปฏิบัติธรรมนั้นไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธิให้สงบดิ่งนิ่งอัปปานาได้อภิญญาก่อน มีอีกทางหนึ่งสำหรับคนฟุ้งซ่านฐานคิด คิดเยอะ ...  ผมเป็นจริตแบบท่าน เมื่อไหร่ได้ฟังธรรมะท่าน จึงได้ประโยชน์จากประสบการณ์ของท่านยิ่ง 

ตั้งแต่นาทีที่ประมาณ ๖๐ กว่า เป็นต้นไป หลังจากที่ท่านเล่าถึงทศพิธราชธรรมโดยนำเอาแบบอย่างที่ทรงทำ เลือกนำมาเล่าได้อย่างดีที่สุดเท่าที่ผมเคยฟัง   วันนี้สิ่งที่อยากให้ท่านรู้ที่สุดคือเรื่องที่ในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์องค์ที่ ๑๐ ที่จะมาตรัสรู้

๑ กัปป์ คืออะไร นานแค่ไหน?

  • กัปป์ คือ รอบแห่งการเกิดดับของจักรวาล จักรวาลเกิดและดับหนึ่งรอบเรียกว่า ๑ กัปป์ กัปป์ที่มีพระพุทธเจ้ามาอุบัติ ๑ องค์เรียกว่า "สาระกัปป์"  ส่วนกัปป์ปัจจุบันนี้ ชื่ออ"ภัทรกัปป์" จะมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติ ๕ พระองค์  พระพุทธเจ้าองค์นี้เป็นองค์ที่ ๔ มีพระนามว่าโคตม องค์ถัดไปคือพระอริยเมตไตรย 
  • ไม่ใช่ทุกกัปป์ที่มีพระพุทธเจ้ามาอุบัติ กัปป์ที่ไม่มีพระพุทธเจ้าเลยเรียกว่า "สุญกัปป์" กัปป์ที่มีพระพุทธเจ้ามาอุบัติเรียกว่า "อสุญกัปป์"
  • อุปมัยว่า เปรียบเหมือนมีภูเขาหินแท่งทึบกว้างยาวสูงด้านละ ๑ โยชน์ (๑๖ กิโลเมตร) เวลา ๑ กัปป์นานกว่าเวลาที่ภูเขานี้เหี้ยนเตียนสิ้นไปด้วยการเอาผ้ามาลูบ ๑๐๐ ปีต่อหนึ่งครั้ง (อ่านต่อที่นี่)
ในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์

พระอาจารย์กฤช เล่าเรื่องเกี่ยวกับเรื่องเล่าของพ่อแม่ครูอาจารย์ (คำคุณศัพท์เรียนกหลวงปู่หรือหลวงตาที่ผู้พูดเชื่อว่าท่านได้บรรลุแล้วซึ่งธรรมวิเศษ)  ผมจับประเด็นได้ว่า

  • หลวงปู่ฤาษีลิงดำ เคยเล่าว่า ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ของเราเป็นพระโพธิสัตว์ที่ได้รับคำทำนายไว้แล้วว่าจะกลับมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง  เป็นพระโพธิสัตว์ประเภทวิรยาธิกะ เน้นเด่นเรื่องความเพียร
  • พระพุทธเจ้ามี ๓ ประเภท ได้แก่ ๑) ปัญญาธิกะ ๒) วิริยาธิกะ และ ๓)ศรัทธาธิกะ พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน เป็นประเภทปัญญาธิกะ
  • หลวงปู่ฤาษีลิงดำ เล่าว่า ในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์ที่จะบำเพ็ญ ๑๖ อสงไขย (๑๐ ยกกำลัง ๑๔๐ ปี อ่านที่นี่) กับ ๑๐๐,๐๐๐ กัปป์ ตอนนี้บำเพ็ญครบ ๑๖ อสงไขยแล้ว เหลือเพียงส่วนกัปป์ ... เศษเหลือมากน้อยเท่าไหร่ไม่ได้เล่าไว้ 
  • หลวงปู่สิม พุทธาจาโร เล่าว่า ในสมัยพุทธกาล ในหลวง ร.๙ เกิดเป็นช้างป่าลิไลยกะที่คอยดูแลพระพุทธเจ้า (หากยังไม่รู้ดูคลิปนี้ครับ)
  • พระพุทธเจ้าได้ให้คำพยากรณ์ว่า ช้างป่าเลไลยิกะจะมาตรัสรู้เป็นองค์ที่ ๑๐ นับจากนี้ ในภัทรกัปป์นี้จะมีพระอาริยเมตไตรยมาตรัสรู้  อสุญกัปป์ถัดไปจะมี ๒ พระองค์ อสุญกัปป์ถัดไปมี ๑ พระองค์ อสุญกัปป์ถัดไปอีก ๒ พระองค์ อสุญกัปป์ถัดไปอีก ๒ พระองค์ และอสุญกัปป์ถัดไปอีก ๒ พระองค์  ในกัปป์นี้เองที่ในหลวง ร.๙ จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า "สุมังคละ" 
  • ใครที่ตั้งปณิธานว่า "จะขอเป็นทาสรองบาททุกชาติไป" ต้องใจถึง เพราะต้องตามเสด็จไปอีก ๕ กัปป์ เป็นอย่างน้อย และต้องเป็นผู้มีวิริยะมากตามพระองค์ซึ่งเป็นวิรยาธิกะ 
ผมติดสติกเกอร์ไว้เตือนใจตนเองเช่นกันว่าจะขอเป็นข้ารองบาท แต่ด้วยรู้ว่าใจตนเองนั้นเป็น "ทิฐิจริต" คิดมาก วิริยาน้อย จึงไม่ปรารถนาจะเป็นข้ารองบาททุกชาติไป และไม่ได้ปรารถนาพุทธภูมิ ... เกิดชาติใดขอให้ได้พบคำสอนที่เหมาะสมกับตน และเป็นหนึ่งที่เข้าถึงซึ่งพระนิพานเมื่อเวลาที่สมควร...สาธุ


วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เรื่องเล่าจาก ดร. สุเมธ (๑)

ผมคำนึงว่า สิ่งที่ ดร.สเมธ ตันติเวชกุล เขียนไว้ในหนังสือ "ใต้เบื้องพระยุคลบาท" นั้น น่าจะนำไปใส่ไว้ในบทเรียน ให้นิสิตรุ่นใหม่ในมหาวิทยาลัยมหาสารคามทุกคน ได้รับรู้เข้าถึงใจว่า ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงงานอย่างไร... จึงขอนำเรื่องเล่าที่ประทับใจของท่าน มาเล่าต่อแบบ "จับคำ นำประเด็น" ดังนี้

ขั้นตอนการทรงงานภาคสนาม

...การตามเสด็จจะเริ่มประมาณบ่าย ๓-๔ โมง ส่วนมากจะไม่เสด็จออกก่อนบ่าย ๓ โมง นอกจากจะมีลักษณะการเดินทางที่ต้องกินเวลา.... 

...จุดแรกหรือที่พระองค์ทำ คือ... หนีบแผนที่เสด็จไปหาประชาชนก่อนเพื่อนเลย ส่วนมากจะไปคุยกับคนแก่ ๆ ... เพื่อตรวจเช็คข้อมูลจากประชาชนกับข้อมูลที่ทรงสืบค้นเตรียมไวด้วยพระองค์เอง ...

...จังหวะ ๒ จะเข้ามาทันที คือ จะเรียกหน่วยราชการเข้ามา กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอ ผู้ว่าฯ มาเช็คข้อมูลซ้ำอีกที...

...จังหวะ ๓ จะทรงเรียกหน่วยปฏิบัติขึ้นมา ส่วนมากก็จะเป็นเรื่องน้ำ ... เรียกกรมชลฯ มาว่าตรงนี้ site ตรงนั้นเหมาะหรือไม่... 

...ยกสุดท้ายจะเป็นผม (ดร.สุเมธ)... จะเรียกพวกเรา (หมายถึง กปร.) เข้าไปยืน ... พระองค์จะทรางวาดภาพวิสัยทัศน์ในบริเวณนั้นให้ดูทั้งหมดว่า... เมื่อมีน้ำมาแล้ว ชาวบ้านควรจะปลูกพืชพันธุ์อะไร เมื่อปลูกพืชถั่วเขียวเสร็จแล้วควรจะมีเครื่องทำวุ้นเส้นเล็ก ๆ ไหม ทรงวาดภาพโดยละเอียด....  

... เมื่อวาดภาพอะไรเสร็จแล้วนั้น เอาจะเข้าไปถึง ๑ ทุ่ม ๒ ทุ่ม แล้วก็ ๓ ทุ่ม บ่อยครั้งมากที่ต้องยืนอยู่กลางป่า ตัวแมลงบินว่อนไปหมด มาเล่นแสงไฟฉาย มาตอมพระพักตร์เต็มไปหมด 


ทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำที่สุด

ในหลวงจะทรงมีพระอัจฉริยะเรื่องน้ำ เชี่ยวชาญเรื่องน้ำอย่างยิ่ง  ทรงสามารถใช้เวลาเพียง ๒-๓ นาที บนแผนที่ แล้วบอกได้ทันทีว่าจะสร้างเขื่อนตรงไหน และบอกได้ด้วยว่า ถ้าสร้างเสร็จน้ำจะท่วมจากตรงไหนไปถึงตรงไหน ระบายเป็นสีน้ำเงินออกมาให้ได้ทันที ....

ทรงมีพระราชดำริที่เรียบง่าย (แต่ลุ่มลึกเป็นองค์รวมที่สุด)

...เหนือน้ำขึ้นไปควรจะปลูกป่าเพื่อเป็นแหล่งต้นน้ำ... การปลูกป่าพวกเรามักไปปลูกแต่เชิงเขาหรือตีนเขา ทรงแนะว่า ให้ทนเหนื่อยหน่อย เอาเมล็ดปีนขึ้นไปปลูกบนยอดเขา เมื่อต้นไม้ชนิดใดมีผัก หล่นลงมา กระจายตามลมมา ก็จะไหลไปสุ่ตีนเขาได้...

...ครั้งหนึ่ง มีวัดแห่งหนึ่งที่จังหวัดสกลนคร มีถานพระ (ส้วมพระ) ยาวเหยียด พระท่านก็เก่ง ต่อท่อเอามาทำแก๊สใช้ในครัว... ในหลวงทรงรับสั่งว่า พระคุณเจ้าเห็นธรรมะหรือยัง? ... เห็นไหมนี่ในถานนี้เราถ่ายสิ่งสกปรกลงไป ถือว่าเป็นอธรรมใช่หรือเปล่า ... อยู่ในถังยังบูดยั่งเน่าก็ถือว่ายังเป็นอธรรม ... แต่เมื่อแปรสภาพไปเป็นแก๊สหุงต้มในครัว นี่ถือเป็นเป็นธรรมะ...

...คลองมักกะสัน พื้นที่ประมาณ ๑๐๓ ไร่ ยาว ๑ กิโลเมตร มีปัญหาน้ำเน่าเหม็น ลงไปในเรือเกือบเป็นลมคาเรือ...น้ำเสียจากบึงจะไหลลงคลองลาดพร้าวต่อไป  ทรงรับสั่งว่าต้องกั้นไว้และบำบัดน้ำเสียก่อนที่จะส่งไป ฝรั่งเขาว่าต้องใช้งบประมาณในการบำบัดน้ำเสียประมาณ ๒๐๐ ล้าน ทรงบอกว่าไม่กี่แสนก็บำบัดได้ "..ฉันจะเอาอธรรมสู้กับอธรรมให้มันออกมาเป็นธรรมะให้ได้.."  

ทรงให้นำผักตบไมวิจัยพบว่า ทุก ๔๐ วัน ผักตบชวาจะขยายตัวเป็น ๓ เท่าตัว ทรงรับสั่งให้นำไม้ไผ่ทำเป็นคอกกั้นผักตบชวาไว้เป็นแนว ๆ  แล้วดึงตนแก่ออกจำนวนหนึ่งทุก ๔๐ วัน  ผักตบชวาที่งอกใหม่จะดูดซับเอาโลหะหนักซึ่งเป็นตัวการของการเน่าเสียของน้ำ  ผักตบที่ดึงขึ้นให้เอาไปหมักสลายเป็นปุ๋ยสำหรับไม้ยืนต้นได้ (ไม่ใส่ผัก) .... 

(จบตอนที่ ๑ ครับ)