วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559

บรรยายพิเศษของโค้ชเดี่ยว อาจารย์ธรรมศักดิ์ อรชุนวงศ์ และทีม (๒)

จับประเด็นต่อจาก บันทึก (๑) ที่นี่ครับ

ในบันทึกแรกอาจารย์ธรรมศักดิ์ (โค้ชเดี่ยว) เน้นว่า ถ้าหากเราจะทำ "STARTUP" หรือเปิด "บริษัทใหม่ในยุคดิจิทัล" สิ่งแรกที่ต้องทำคือ กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งต้อง "รู้จักคน" ก่อน  เมื่อกลุ่มเป้าหมายชัดเจนแล้ว ให้เอาปัญหาของกลุ่มเป้าหมายมาเป็นปัญหาของเรา จากนั้นก็ใส่ไอเดียใหม่ ๆ ในการแก้ปัญหานั้นเข้าไป หรือคือต้องใส่ความคิดเจ๋ง ๆ ของเราเข้าไป คือต้อง "รู้จักคิด"  และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ "รู้จักทำ"  และนำเสนอด้วยการเชิญผู้ประสบสำเร็จในการทำ "STARTUP" ในเมืองไทย ๓ ท่าน ดังนี้

บริษัท Think Technology Ltd.

อันดับหนึ่งของประเทศไทยด้าน Virtual Reality (สร้างสื่อเสมือนจริง) เป็น "STARTUP" ระดับเอเชีย  คุณอภิชัย เรืองศิริปิยะกุล เจ้าของผลงานผสานซ้อนระหว่างโลกดิจิตอลกับโลกจริงโดยการมองผ่านกล้องและ ออกมาในรูปแบบหนังสือ AR หรือ  Augmented Reality Book (AR  Book) หรือบางท่านเรียก "หนังสืออัจฉริยะ"

ท่านใดอยากรู้จักคุณอภิชัย อย่างละเอียดคลิกอ่าน "ชีวิต 3 มิติ อภิชัย เรืองศิริปิยะกุล" นิสิตยสารโพสิชั่นนิ่ง ที่นี่ครับ  ส่วนใครยังไม่รู้จัก AR Book ลองดูคลิปด้านล่างนี้ครับ


ปกติเปิดหนังสือทั่วไปเราจะเห็นเป็นภาพ ๒ มิติ แม้จะมีสีสวยงามอย่างไรก็ไม่สามารถจะเห็นเป็นตัวลุกขึ้นยืนได้  ต่อมามีการทำหนังสือป๊อปอัพ (pop-up) ทำให้ตัวละครต่าง ๆ ในหนังสือ เหมือนจะดูลุกขึ้นมายืนได้  สร้างความสนใจให้กับเด็ก ๆ มากขึ้น   ใน AR  Book  ไม่เพียงแต่ลูกขึ้นยืน ตัวละครยังลุกขึ้นมาเดินและแสดงท่าทางต่าง ๆ ให้เห็นได้ตามที่เจ้าของหนังสือต้องการ  เพียงแต่ลง Apps ที่กำหนดในมือหรือแทปเล็ต แล้วส่งไปยังภาพในหนังสือ  Apps จะจำรูปในหนังสือ แล้วเรียกตัวละครจากโแกรมออกมาเดินให้ดู ...  ผลก็คือ เด็ก ๆ จะชอบมาก เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นได้ดีขึ้น ... 

คุณอภิชัย เรืองศิริปิยะกุล เรียนจบปริญญาตรีด้านการเกษตร แต่ก้าวตามความชอบ ความสนุก และความสุขของตนเอง มาประสบความสำเร็จกับการพัฒนาซอฟแวร์  ผลงานเล่มแรก (ต้องเรียกว่าเป็นเล่มแรกของหนังสือ AR ในไทย) คือ Thai Dinosaurs AR Book

"... ผมไม่ได้จบทางด้านไอที  ผมจบทางเกษตรศาสตร์ ผมเรียนสัตวศาสตร์ ผมจบตอนหมู  ผมเลี้ยงวัวนม  วันดีคืนดีก็ผันตัวเองมาเป็นโปรแกรมเมอร์  ด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเอง ... เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วเราทำทุกอย่าง ทำจับฉ่าย  แต่สิ่งเหล่านั้นทั้งหมด  กลายเป็นจุด จุด ... ที่ต่อกันเป็นผมในวันนี้   วันที่ผมมาเป็นนัก cross สิ่งต่าร ๆ ให้กลายมาเป็นนวัตกรรม..." 

 คุณอภิชัยเริ่มทำ AR Book ตั้งแต่ปี 2008  ในปี 2011 เริ่มสร้างสิ่งหนึ่งจากแรงบันดาลใจจาก "กำแพงวัด"  โดยเอา "ช้าง" กับ "สิงห์" มาทำเป็นหนังสือ ถือเป็นหนังสือเล่มแรกของคุณอภิชัย  ปัจจุบันหนังสือเล่มนี้มีทั้งหมดราว ๆ ๒๐ ปก  ๆ ละ ประมาณแสนก๊อปปี้ ๆ ๒๐๐ บาท ( ๒๐ คูณ ๑๐๐,๐๐๐ คูณ ๒๐๐ เท่ากับ ๔๐๐ ล้านบาท) มีมูลค่าการตลาดสูงมาก ตอนนี้คุณอภิชัยกลับพัฒนาต่อไป ด้วยเทคนิคการ "cross" หรืออาจเรียกว่าผสมข้ามสายพันธุ์ไปเรื่อย ๆ จนเกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ อีก

ตอนท้าย ผู้ชมถามคุณอภิชัยว่า มีอะไรเป็นแรงใจในยามท้อแท้ในการทำงาน  ท่านตอบว่า  ทุกครั้งที่ท้อแท้ จะนึกบิลค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเทอม ...  ต้องดิ้นรน ทำเพื่อให้ทุกคนในครอบครัวมีความสุข  ครอบครัวคือแรงบันดาลใจสำคัญของการทำงาน



 Jump Space ขอนแก่น Co-working Space แห่งภาคอีสาน

วิทยากรท่านที่ ๓ คือ คุณอัจฉริยะ ดาโรจน์ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Jump Space  ขอนแก่น  Co-working Space แห่งแรกของภาคอีสาน  คล้ายกับ HUBBA ที่กรุงเทพฯ โตะลาว (TOH-LAO) ที่ลาว  และ Smallworld ที่กัมพูชา  อ่านรายละเอียดบางส่วนของ Jump Space ได้ที่นี่ครับ

เป็นความสำเร็จระดับประเทศ ในการสร้างพื้นที่ให้คนทำงานและสนใจสตาร์ทอัพเข้ามาร่วมกันคิดและทำ สร้างพื้นที่ให้ใครที่มีไอเดีย มานั่งทำงาน  สร้างชุมชนที่เป็นนักคิดนักประดิษฐ์  พื้นที่ ๆ ในการถ่ายทอดหรือแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ต่าง ๆ ให้กับท้องถิ่น  เป็นพื้นที่สำหรับหาเพื่อน หาพันธมิตร และทดลองไอ้เดียว่าใช้ได้ไหม

Jump Space จะเป็นที่รวมของนักคิด นักประดิษฐ์ นักทำงาน นักลงทุน นักธุรกิจ เกิดชุมชนนักปฏิบัติ เกิดชุมชนนักรบธุรกิจ



อุปถัมภ์ ศิริไชย เจ้าของโกดังศรีสมัยค้าส่ง ยะลา

".... ถ้าคนยะลา ไม่ช่วยยะลา แล้วใครจะช่วยยะลา ...."  คือคำพูดประโยคแรกในการบรรยายของคุณอุปถัมภ์ ศิริไชย (คุณแกะ)  ...  ตอนท้ายของการเสวนา  โค้ชเดี่ยวมอบให้วิทยากรแต่ละท่านฝากอะไรให้กับผู้ฟังครั้งสุดท้ายก่อนจบ คุณแก่บอกว่า  "...อยากให้ทุกคนเชื่อมั่นในการทำความดีนะครับ แล้วตอบแทนบุญคุณบ้านเกิดนะครับ"   ... ผมอึ้งไปเลย ในใจได้แต่คิดว่า ทำไมเราจึงไม่สามารถจัดการให้นิสิตเข้ามาฟังชายคนนี้พูดได้นะ

คุณอุปถัมภ์ เป็นทายาทผู้กลับมารับช่วงธุรกิจครอบคร้วต่ออย่างไม่เต็มใจนักในช่วงแรก หลังจากสำเร็จ ป.โท จากอเมริกา ฝึกงานทั้งในร้านอาจารย์ไทย จีน และทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์อยู่ ๕ ปี (อ่านรายละเอียดได้ที่นี่) แต่ตอนหลังเมื่อต้องเจออุปสรรคมากมาย ธุรกิจการค้าส่ง ค้าปลีก โรงแรม และสถานบันเทิง ถูกรอบทำลายจากผู้ก่อความไม่สงบกว่า ๔๐ ครั้งตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ โดยเฉพาะครั้งที่ร้ายแรงที่สุด เมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๗ ที่โกดังศรีสมัยเสียหายกว่า ๑๐๐ ล้านบาท (อ่านได้ที่นี่) แต่แทนที่คุณแกะจะท้อถอยไปเหมือนใครหลายคน แต่เขากลับลุกขึ้นมาต่อสู้และประสบความสำเร็จได้อีกครั้ง และริเริ่มโครงการส่งเสริมเยาวชนคนรุ่นใหม่ ให้เชื่อมั่นในการทำความดีเพื่อบ้านเกิดของตนเอง

คุณแกะในฐานะประธาน YEC (Young Entrepreneurs Chamber of Commerce) ของจังหวัดยะลา ร่วมกับเพื่อน ๆ (โค้ชเดี่ยวและทีม) ทำโครงการ "จุดประกายความคิดผู้ประกอบการชีวิต" เพื่อช่วยเหลือน้อง ๆ นิสิตนักศึกษาในเขตพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนใต้ มีความรู้ความเข้าใจในการทำธุรกิจ และส่งเสริมความรักท้องถิ่น โดยตระเวนไปทั่วพื้นที่กับโค้ชเดี่ยวและคุณโอ้เสกสรร ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีฟังกว่า ๓,๐๐๐ คน  และมีเสียงเรียกร้องว่า ยังมีน้อง ๆ ที่ยังไม่ได้รับโอกาสอีกเยอะ จึงเกิดโครงการต่อมาที่เรียกว่า "คนยะลา" ที่มุ่งช่วยเหลือน้อง ๆ ที่ขาดโอกาสในพื้นที่จังหวัดยะลา  โดยเฉพาะ "ลูกเหลียง" หรือลูกของคนที่ถูกผู้ก่อการร้ายฆ่าตาย

"

หากน้องนักศึกษาจะมาทำ "STARTUP" จะต้องทำอย่างไร?

โค้ชเดี่ยวตั้งคำถามกับวิทยากรทั้งสามท่านว่า หากน้องนักศึกษาผู้ฟังในวันนั้นสนใจและต้องการจะมาทำ "STARTUP"  ควรจะทำอย่างไร  ต่อไปนี้คือคำตอบโดยรวมครับ
  • ไม่มีใครเก่งทุกอย่าง ในยุคนี้ต้องหาทีม เราต้องหาพันธมิตรครับ หาเพื่อน
    • หานักคิด นักการตลาด ... พวกนี้จะชอบสังเกต และตั้งคำถาม
    • หานักผลิต นักทำ เช่น โปรแกรมเมอร์ นักประดิษฐ์ ฯลฯ 
    • นักออกแบบ  เข้าใจลูกค้า และมีทักษะการสื่อสารกับลูกค้าที่ดี  
  • ต้องมีความมุ่งมั่นกับสิ่งที่คุณเลือก ...  คุณต้องล้มให้เร็วที่สุด และเรียนรู้จากความสำเร็จนั้น เพื่อเติบโต 
  • แต่ก่อนความสนใจจะไปอยู่ที่ผู้ผลิต แต่ในยุคนี้ ความสนใจทั้งหมดมาอยู่ที่ลูกค้าทั้งหมด  เฟสบุ๊ค กูเกิล ล้วนแล้วแต่มีระบบติดตามลูกค้าทั้งหมด  ...  ดังนั้น คุณต้องมีวิธีการสื่อสารที่ดีกับลูกค้า 








วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2559

บรรยายพิเศษของโค้ชเดี่ยว อาจารย์ธรรมศักดิ์ อรชุนวงศ์ และทีม (๑)

วันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๙  มีบรรยายพิเศษเรื่อง " STARTUP จุดประกายความคิดการเริ่มต้นเป็นผู้ประกอบการธุรกิจแบบใหม่ในยุคดิจิทัล" ผมจับประเด็นสำคัญ ๆ ได้ดังนี้ครับ

  • จีนกำลังจะเป็นมหาอำนาจของโลกในอีก ๔-๕ ปี  ปี 2020 นี้เอง  เพราะประชากรจำนวนมาก กว่า ๑,๒๐๐ ล้านคน
  • ถ้าเราจะแข่งกับจีน เราจะแข่งได้ไหม?   
  • รู้ใหมว่า สินค้าที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันนี้มากกว่า ๙๕%  
  • จีนกำลังจะมาต่อมาขายตรงในไทย  ทุกวันนี้เราสามารถสั่งซื้อสิ่งต่าง ๆ ได้หมดแล้ว 
  • แล้วเราควรจะรู้อะไร? ถึงจะสามารถสู้ได้ จะสร้างบริษัท เปิดบริษัทใหม่ จะต้องรู้อะไร? 
  • รู้จักคน ต้องรู้จักคนก่อน 
    • คนไทย หลงดารา ชอบเกาหลี งมงาย (ตุ๊กตาเทพ) ชอบตลก (ชอบเทพพิทักษ์) ชอบของฟรี รักและลืมง่าย อยากรวยฉับพลัน รักสนุก เชียร์มวยรอง ปากไม่ตรงกับใจ อุปทานหมู่ รับรู้ข้อมูลแบบฉาบฉวย ....  อย่างไรก็แล้วแต่ แต่คนไทยรักในหลวงที่สุด 
    • คนไทยแต่ละภาค นิสัยไม่เหมือนกัน  
      • ภาคเหนือ เรียบร้อย พูดน้อย พูดช้า ๆ เพราะ ฟังเพลงเหนือ 
เชิญฟังเพลงนี้ก่อนครับ เพราะมาก ความหมายดียิ่ง  (คุณโอ้เสกสรรค์ เริ่มด้วยเพลงนี้ครับ ผมค้นทางยูทูป ต้นฉบับมาครับ)


      •  ภาคใต้ เป็นคนแรง เร็ว ใจกล้า
ฟังเพลงที่ ๒ ที่คุณโอ้เลือกมาสำหรับเพลงคนใต้คือ เพลงมหาลัยวัวชน ครับ เชิญ


      • ภาคอีสาน รักสนุก กตัญญู รักพี่น้อง


    • ปัจจุบันคนมีลูกน้อยลง อัตราการหย่าร้างสูงมาก เศร้าซึมสูงมาก อัตราการฆ่าตัวตายสูงมาก  อยู่ด้วยกันก่อนแต่งเยอะ สโลเแกนคือ....โสดอย่างกล้าหาญ ขึ้นคานอย่างทรนง หรือ... เก่งอย่างมีคุณค่า ชราอย่างลับ ๆ ...ฮา
    • ในทางสถิติผู้หญิงมี ๓๓ % ผู้ชายมี ๓๒ % 
    • แต่สมมติว่า ในประเทศไทยมีผู้ชาย ๕ คน  ๑ คนเป็นคนแก่ มีอายุ ๕๕ ปี ขึ้นไป  อีก ๑ คนเป็นเด็ก ไม่อยู่ในวัยเจริญพัมธุ์  อีก ๑ คน เป็นคนไม่ดีเป็นโจรบ้างถูกจำคุกบ้าง เจ็บป่วยบ้าง เป็นต้น  เหลือสองคนหนึ่ง ๑ คนจะเป็นคนในกลุ่ม  LGBT (Lesbian, Gay, Bisexual, and Tran-gender)
      นั่นหมายความว่าจะมีเพียง ๑ ในห้าของผู้ชายเท่านั้นที่อยู่ในวัยเจริญพันธ์ุ ... กลุ่มเป้าหมายต้องชัดว่าสินค้าเราจะขายให้ใคร 
    • สรุปแล้วอัตราเฉลี่ยของผู้หญิงต่อผู้ชายจะเป็น ๔ ต่อ ๑ ...ฮา  แต่ถ้าเลือกเอาหน้าตาดี การศึกษาดี จะอยู่ที่  ๒๐ ต่อ ๑ เลยทีเดียว...ฮา
    • ตอนนี้ใน Facebook เปิดให้สามารถเข้าไปเปลี่ยนเพศเป็น LGBT แล้วนะ...
    • ยกตัวอย่างเช่น ... ลองดูตัวอย่างกาแฟเนเจอร์กิฟ ด้านล่างนี้ ... คิดว่าเขาจะขายให้ใคร?...

    • บางทีเขาเรียกกลุ่ม LGBT ว่า SPORNOSEXUAL คือกลุ่มที่ชอบเล่นกีฬา ชอบออกกำลังกาย ชอบโชว์เรือนร่าง ชอบเล่นกล้าม รอยสัก 
    • งานวิจัยบอกว่า ถ้ามีกลุ่ม SPORNOSEXUAL เดินมาสี่คน ๑ คนจะเป็น G อีกคนจะเป็น B อีกสองคนจะเป็น...ัว ของสองคนนี้อีกที...ฮา
      • จะทำธุรกิจกับคนกลุ่มไหน ... เราต้องรู้ว่า เขาเป็นอย่างไร ....
    • ในทางการตลาด เขาจะแบ่งคนออกเป็นรุ่น ๆ ด้วย เป็น Generation X, Y, Z  
    • คุณเป็นคนรุ่นใหม่คือ Generation Z  คือโตมากับเทคโนโลยี 
    • ส่วนเจ้านายของคุณจะเป็น Generation Y เขาจะรู้เรื่องเทคโนโลยีเหมือนกัน แต่จะสู้ Gen Z ไม่ได้  แต่เขาจะรู้จักการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ตั้งแต่ยุคเก่าจนเข้ามาสู่ยุคใหม่  เป็นคนสมาธิสั้นเหมือนกัน ชอบทำอะไรหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน  เพลงที่คน Gen Y ชอบมาก ๆ ก็เช่น  บอดี้สแลมด์  

    • คน Gen Y จะชอบเลียนแบบ 
    • ส่วนคน Gen Z ภาษานักการตลาดจะเรียกว่า "เด็กแก่แดด" อยากได้อะไรง่าย ๆ อยากได้อะไรที่เป็นไปไม่ได้  อยากรวย อยากจบเร็ว ๆ อยากมีแฟนหล่อ ๆ เวลาชอบอะไรชอบทีละเยอะ ๆ  ไม่เชื่อลองดูคลิปด้านล่าง ...ฮา


    • การมองตลาดทุกวันนี้ เราต้องรู้จักว่า ทำไมต้องสร้างวงแบบนี้ขึ้นมา  ทำไมวง Exo ต้องมี Exo-M Exo-K  .... ????  ลงคิดดูซิ...
    • คน Gen Z จะเลียนแบบแบบไร้สำนึก ... มีมุมมองเรื่องความรัก ความตายแปลก ๆ 
    • คน Gen  Y กับคน Gen Z จะใช้คำแตกต่างกัน เวลามีความรัก หลงสาวก็จะหลงต่างกัน ทีท่าจะต่างกัน  ดูคลิปสองเพลงต่อไปนี้ 




  • การรู้จักคน ทำให้เราสามารถ "จับกลุ่มเป้าหมาย" ได้ชัดเจน   .... การทำ "STARTUP" สิ่งแรกที่ต้องทำคือ จับกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งให้ชัด 
  • เมื่อมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว ต่อไปคือ ให้จับที่ตัวปัญหา  ... ไม่ใช่ปัญหาของเรา แต่เป็นปัญหาของลูกค้า ปัญหาของคนกลุ่มที่เรา "จับ" 
  • ปัญหาของเราไม่ใช่ปัญหาของลูกค้า แต่ปัญหาของลูกค้าคือปัญหาของเรา .... สุดยอด คมกริบ  ดูคลิปครับ

  • ต้องเข้าใจ "การสื่อสารการตลาด" ดังคลิปด้านบน ที่เพียงเปลี่ยนคำว่า "I'm blind please help." เป็นคำว่า "It's a beautiful day but I can't see it." ลูกค้าก็มาเพียบ....
  • การทำ "STARTUP" ต้องรู้จักคิด   ต้องคิดแบบ "Outside In" เท่านั้น ห้ามคิดแบบ "Inside Out" 
  • วิธีการเปิดใจลูกค้า ง่ายที่สุดคือ "ยิ้ม"  ยิ้มไปเลย...  การยิ้มให้แล้วเขาไม่ยิ้มตอบเป็นเรื่องปกติ 
  • เมื่อรู้จักคิดแล้วสุดท้ายสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ รู้จักทำ ...
หลังจากนี้ โค้ชเดี่ยวก็เชิญไมค์ไปให้กับผู้ประสบผลสำเร็จ ๓ ท่าน ผลัดกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์และร่วมกันตอบคำถามในตอนท้าย




"STARTUP จุดประกายความคิดการเริ่มต้นเป็นผู้ประกอบการธุรกิจแบบใหม่ในยุคดิจิทัล" ..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/616836
"STARTUP จุดประกายความคิดการเริ่มต้นเป็นผู้ประกอบการธุรกิจแบบใหม่ในยุคดิจิทัล"..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/616836
"STARTUP จุดประกายความคิดการเริ่มต้นเป็นผู้ประกอบการธุรกิจแบบใหม่ในยุคดิจิทัล"..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/616836

วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2559

อาชีพที่จะหายไปในปี 2020

ลองดูคลิปนี้ครับ



บรรณธิการหนุ่มน้อย รายงานว่า ข้อมูลที่เขาอ่านจาก นิตยสาร Geektime (http://www.geektime.com/) บอกว่า อุตสาหกรรม 12 ต่อไปนี้จะหายไป 
  1. บริการรถแท๊กซี่จะหายไป   เพราะหลาย ๆ ประเทศ เริ่มมีการ "แท๊กซี่อูเบอร์"  หรือระบบที่ตัดพ่อค้าค้นกลางออกไป
  2. บริการส่งจดหมายจะหายไป  จะคงเหลือเฉพาะส่งของส่งพัสดุ 
  3. กระดาษจะลดลงอย่างมาก และอาจจะใช้กระดาษน้อยลงมากๆ  ... หมายถึง หนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือสื่อสิ่งพิมพ์ จะต้องเปลี่ยนแปลง 
  4. โทรศัพท์บ้าน ... ตอนนี้ไม่มีใครใช้แล้ว ....และโทรศัพท์ออฟฟิศด้วย 
  5. โทรศัพท์มือถือแบบเก่าจะหายไป ... ต่อไปโทรศัพท์จะเป็นมากว่าโทรศัพท์ แต่เหมือนเป็นคอมพิวเตอร์ติดตัว
  6. บัตรเครดิตการ์ดจะหายไป ...  ต่อไปคนจะใช้จ่ายผ่านโทรศัพท์มือถือ 
  7. โรงหนังน่าจะหายไป ...  เพราะเทคโนโลยีไม่จำเป็นไปดูแล้ว
  8. อุปกรณ์เก็บข้อมูลจะหายไป เช่น ซีดี ดีวีดี ดิสก์ ... คนจะไปใช้ Cloud system กันหมด 
  9. ประกันชีวิตจะหายไป รัฐบาลจะเข้ามาดูแลได้ทั้งหมด
  10. เคเบิ้ลทีวี จะหายไป 
  11. กระเป๋าสตางค์ จะหายไป ไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว 
  12. พนักงานฟาสฟู๊ดอาจจะหายไป 
อยากให้ดูคลิปนี้ครับ


เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเราถนัดอะไร
  • ต้องสังเกตว่าตนเอง ชอบทำอะไร สนใจอะไร 
  • โทรศัพท์มือถือ เป็นอุปกรณ์ดูคนอื่น ไม่ค่อยทำให้ตนรู้จักตนเอง
  • ทุกอย่างมีรากของกรรม จงค้นหาตนเองด้วยการทำอะไร สนใจอะไร ให้ทำจริงๆ 

วันอาทิตย์ที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2559

ไทยแลนด์ 4.0 การพัฒนาประเทศกับ ๒ จุดแข็ง เปลี่ยนแปลง ๓ มิติ ๔ แนวทางพัฒนา และ ๕ เทคโนโลยีกลุ่มเป้าหมาย

ช่วงต้นปีมานี้ คงไม่ใครไม่ได้ยินคำว่า "ไทยแลนด์ ๔.๐" บันทึกนี้ จะเขียนแบบสรุปความจากข้อมูลฑุติยภูมิ (ความรู้มือสอง) ที่สืบค้นจากข่าว และเอามาสังเคราะห์รวมให้จำง่ายขึ้น  คิดว่าไม่น่าจะผิดลิขสิทธิ์ ใครนะครับ

สำหรับผู้ที่ไม่เคยรู้เลยว่า "ประเทศไทย ๔.๐" คืออะไร

หากท่านใดยังไม่ได้ยินคำว่า ไทยแลนด์ 4.0 จริง ๆ  แนะนำให้ดูคลิปนี้ก่อนครับ



สำหรับผู้ที่เคยรู้ แต่ยังไม่เข้าใจว่า การส่งเสริมเศรษฐกิจของไทยในอีก ๒๐ ปีข้างหน้าจะเป็นอย่างไร?

เชิญเลยครับ .... ฟังคลิปสัมภาษณ์พิเศษผู้รับผิดชอบเรื่องนี้ของประเทศไทย คือ ดร.สุวิทย์ เมษินทรีย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ จะเข้าใจมากขึ้นครับ เชิญ


ท่านบอกว่า
  • ประเทศไทยเคยเป็นประเทศที่ยากจน ซึ่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยสินค้าเกษตร  หรือเรียกว่า "ประเทศไทย ๑.๐"
  • ตอนนี้ประเทศไทยจัดว่า เป็นประเทศที่มีรายได้ปานกลาง ซึ่งขับเคลื่อนด้วย "ประสิทธิภาพ" หรือ efficiency economy เรียกว่าเป็น "ประเทศไทย ๓.๐"
  • ณ วันนี้ ไม่เปลี่ยนไม่ได้แล้ว  เพราะสิ่งที่เรามีอยู่นั้น เราไม่ได้ผลิตสินค้าบนฐานความรู้ (Knowledge based) บนฐานนวัตกรรม (Innovation) หรือสินค้าที่เน้นความแตกต่างในการสร้างแบรนด์ในตัวสินค้า (Differentiate based, Brand )
  • ภาคเอกชนต้องปรับเปลี่ยนตัวเองไปสู่ "ประเทศไทย ๔.๐" 
  • "ประเทศไทย ๔.๐" ก็คือ ประเทศไทยที่จะขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม หรือ Innovative Driven นั่นคือขับเคลื่อนด้วยสิ่งที่เรียกว่า "ความคิดสร้างสรรค์" หรือ Creativity นั่นเอง  และสิ่งที่เรากำลังทำกันอยู่ก็คือ "Startup"
  • หากเราสามารถขับเคลื่อน "Startup"  ได้ จะทำให้ประเทศไทยหลุด "กับดักประเทศผู้มีรายได้ปานกลาง" ไปได้ 
  • ธุรกิจต่อไปนี้ อย่างน้อยจะต้องขับเคลื่อนไปด้วยองค์ประกอบดังต่อไปนี้ 
    • Productive Growth Engine คือ ขับเคลื่อนด้วย "ผลิตภาพ" ด้วยนวัตกรรม 
    • Green Growth Engine คือ ต้องตอบโจทย์เรื่องความเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
    • Inclusive Growth Engine คือ จะต้องเปิดโอกาสให้คนอื่นเข้ามามีส่วนร่วม เป็น Smart Enterprise (วิสาหกิจอัจฉริยะ...ผู้เขียน)   ไม่ใช่ SMEs (Small and Medium Enterprises (วิสาหกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง)) 
  • โลกของธุรกิจแห่งอนาคต ไม่ใช่เรื่องที่ว่า ใครจะใหญ่หรือใครจะเล็ก แต่ขึ้นกับว่า ใครจะฉลาดกว่ากัน
  • ธุรกิจในอนาคต จะต้องเป็น Value Based Business  โดยคำนึงถึงสิ่งต่าง ๆ ต่อไปนี้
    • Beyond Product ไม่ใช่แค่คิดเรื่องตัวสินค้า หรือความแตกต่างบนตัวสินค้าอีกต่อไป แต่ต้องมาเน้น Business Model  อะไร คุณกำลังขายใคร สิ่งที่คุณทำมีคุณค่าอย่างไร และคุณจะต้องถักทอร่วมกันคนอื่นอย่างไร และจะต้องตอบให้ได้ว่า อะไรคือ Profit Model ของคุณ 
    • Service Economy ต้องก้าวไปสู่การบริการ  คือต้องคิดถึงการผสมผสาน ระหว่างความต้องการและการบริการ สองส่วนนี้จะต้องติดกัน ไม่สามารถแยกจากกันได้  บางเรื่อง Service จะเป็นตัวนำแล้วค่อยตามมาด้วย Product เช่น เวลาเราไปโรงพยาบาล ฯลฯ 
    • Market คือ ตลาดของเรา  อยากให้ผู้ที่จะทำธุรกิจทุกคน คิดถึงการลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในอาเซียน กลุ่มประเทศ CLMV (ประเทศอาเซียนลุ่มน้ำโขง กัมพูชา ลาว พม่า และเวียดนาม) และให้มองเป็นเมือง มากกว่าจะมองเป็นประเทศ 
  • ธุรกิจใหม่นั้น ไม่ใช่เรื่องของการแข่งขันระดับชาติหรือประเทศ (Nation Competitiveness) อีกต่อไป แต่จริง ๆ แล้ว เป็นเรื่องของ Enterprise Competitiveness คือ การทำให้ธุรกิจนั้นเข้มแข็ง ซึ่งต้องมีสิ่งต่อไปนี้ 
    • Competitive คือ แข่งขันได้ 
    • Collaborative คือ ร่วมมือกันได้ 
    • Connect to the World คือ ต้องเชื่อมกับโลก ไม่ว่าจะผ่านตลาด Crystal Marketplace หรือ Digital Marketplace 
  • ธุรกิจในยุคใหม่นี้ แม้แต่นักวิชาการก็จะคาดเดาได้ยาก มองไม่ออก  หรือที่เรียกกันว่า "New Normal" อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องคำนึงถึงก็หนี้ไม่พ้น ๓ สิ่งต่อไปนี้ 
    • Custom Focus  คือ รู้ว่าลูกค้าต้องการอะไร 
    • Competency คือ ต้องรู้ว่าตนเองเก่งอะไร 
    • Collaborative Network  เนื่องจาก ธุรกิจแบบใหม่นั้น มองไปที่ Business Model  ไม่ได้มองที่ตัวสินค้าดังที่กล่าวไปแล้ว  ดังนั้น เครือข่ายความร่วมมือจึงถึอว่าเป็นหัวใจที่สำคัญที่สุด 
  • ธุรกิจสมัยใหม่ จะไม่ขึ้นอยู่กับการมาก่อนมาหลัง ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเงินลงทุนมากน้อย แต่จะขึ้นอยู่บนฐาน Brain Based ล้วนๆ   ใครที่จะทำธุรกิจนั้น ขอให้คุณเริ่มด้วย ไอเดีย และความสำเร็จจะขึ้นอยู่กับว่า  คุณสามารถทำให้ไอเดียนั้นเกิดขึ้นเป็นเรื่องเป็นราวได้แค่ไหน 
  • ตอนนี้รัฐบาลกำลังจัดตั้ง Thailand Startup Center ซึ่งจะรวบรวมเอาเงินลงทุนจากเอกชน ทำ่เรื่อง "Cloud funding"  เรื่องของ "Angel Fund"  เรื่องของ "Incubator" เรื่อง "Accelerator" ต่าง ๆ  คือรัฐบาลกำลังจะส่งเสริมเรื่อง ผู้ประกอบการใหม่ หรือ Entrepreneur อย่างจริงจัง 
  • ซึ่งสังคมแห่ง Entrepreneur (อ่านว่า อ็อง เทอร์ เพอร์ นัวร์ ในภาษาฝรั่งเศส) นั้น  คือ สังคมที่กล้าเสี่ยงเมื่อเห็นโอกาส  และเก่งในการประเมินความเสี่ยง ความเก่ง และโอกาสของตนเอง 
  • ซี เค พราฮาราร์ด (C.K. Prahalad)  ปรามาจารย์ด้านบริหารจัดการ ทิ้งท้ายไว้ก่อนเสียชีวิตว่า " the Future of competition is collaboration" ดังนั้น สิ่งที่ต้องมีในการทำธุรกิจในอนาคตคือ คุณต้อง 
    • Collaborative  คือ ร่วมมือกับคนอื่น
    • Open คือ เปิดเผย เปิดกว้าง
    • Sharing คือ ต้องแบ่งปันกับคนอื่นด้วย 
  • เนื่องจาก มีเงินทุนที่พร้อมจะสนับสนุนไอเดียเจ๋ง มีเทคโนโลยีมากมากยที่พร้อมแล้ว การเข้าถึงตลาดก็ง่ายออนไลน์ได้หมด ดังนั้น คนยุคใหม่ ให้คิดว่า  เมื่อไหร่มีไอเดีย เมื่อนั้นเขามีโอกาส และเขาสามารถรวยได้ ...  หรือเรียกได้ว่า นี่คือ "สังคมแห่งโอกาส" ... พร้อมที่จะให้คนยุคใหม่นั้น  "Startup" ธุรกิจของตนเอง 
  • กล่าวโดยสรุปคือ  ใครที่จะ "Startup" จะต้องมี ๒ สิ่งต่อไปนี้คือ 
    • Entrepreneur spirit คือ มีจิตวิญญาณของผู้ประกอบการใหม่ 
    • Innovative Idea คือ ต้องมีไอเดียที่เป็นนวัตกรรม 
  • สองสิ่งนี้รวมกันจะได้ Business model เมื่อมี Business Model เรื่องอื่น รัฐบาลกำลังหนุนเต็มที่ 

ผมสรุปเองถึงความหมายของคำสำคัญ

โดยสรุป คือ.... มีคำสำคัญ ๓ คำที่ท่านควรจะเข้าใจ ได้แก่  "ประเทศไทย ๔.๐" "Startup" และ "Smart Enterprise"  ผมสรุปสั้นดังนี้
  • "ประเทศไทย ๔.๐" หรือ " Thailand 4.0"  คือ ประเทศไทยที่ก้าวสู่ประเทศผู้มีรายได้สูง ด้วย "ผลิตภาพ" (Productivity) บนฐานแห่งความรู้ นวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งต้องผสานกับการบริการคุณค่าสูงบนฐานของวัฒนธรรม
  • "Startup" คือ "ธุรกิจเกิดใหม่" หรือ "บริษัทเกิดใหม่" ที่เจ้าของ "ไอเดีย" ไม่จำเป็นต้องมีเงินทุน มีเทคโนโลยี จะมีนักลงทุนซึ่งกำลังมองหาความสามารถและโอกาสเช่นกัน
  • "Smart Enterprises" หรือ วิสาหกิจอัจฉริยะ คือ การร่วมมือ (Collaboration) การเปิดกว้าง (Open) ให้ผู้อื่นเข้ามาร่วมพัฒนา และ รวมถึงการแบ่งปัน (Sharing) กับลูกค้าและผู้อื่น โดยคำนึงถึงความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม 
สรุปรัฐบาลจะขับเคลื่อนอย่างไร?

จากข้อมูลฑุติยภูมิที่สืบค้น อ่านได้ที่นี่และที่นี่ และศึกษาจากคลิปวีดีโอข้างต้น และนำมาสังเคราะห์สรุป เกี่ยวกับแนวทางที่คาดว่า ประเทศไทยจะถูกขับเคลื่อนไป เผื่อว่าจะมีประโยชน์ต่อผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อย  ดังนี้

"ผู้ใหญ่" บอกว่า ประเทศไทยมีจุดแข็ง ๒ ด้าน ๑ คือ ความหลากหลายทางชีวภาพ และ ๒ คือ ความหลากหลายเชิงวัฒนธรรม ทำให้แนวทางในการขับเคลื่อนประเทศไทยไปสู่ยุค "ประเทศไทย ๔.๐" ต่อไปต้องเน้น ๒ สองด้านนี้ มุ่งเปลี่ยนแปลง ๓ มิติ โดยใช้การพัฒนา ๔ แนวทาง และ ๕ เทคโนโลยีกลุ่มเป้าหมาย ... ดังแสดงในภาพ ... ซึ่งไม่จำเป็นต้องเขียนคำอธิบายใดๆ เพิ่มอีก

ผู้สนใจจะนำไปเล่าต่อ นำเสนอต่อ ก็เชิญเถิดครับ...... ไม่สงวนลิขสิทธิ์ใดๆ









วันนี้... ผมยังอยู่ในตำแหน่งงานที่น่าจะสามารถสร้างคนไว้สำหรับยุค "ประเทศไทย ๔.๐" เหมือนกับเพื่อน ๆ ครูอีกหลายคน ... ก็คงต้องพยายามสู้ต่อไปเท่าที่จะทำได้ ... แต่ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ หากจะเตรียมคนไว้สำหรับยุค "ประเทศไทย ๕.๐" คุณครูจะทำอย่างไร?????

วันพฤหัสบดีที่ 23 มิถุนายน พ.ศ. 2559

จับประเด็น : เหลียวหลังแลหน้าการศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยมหาสารคาม




เหลียวหลัง

คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ อดีตผู้อำนวยการสำนักศึกษาทั่วไป 

  • ๒๖ กันยายน ๒๕๕๑ สภามหาวิทยาลัยอนุมัติให้ท่านมาเป็นรักษาการเป็น ผู้ช่วยอธิการบดี  และมาเป็น รักษาการ ผอ. ๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ มารักษาการ และมาเป็น ผอ. ในเวลาต่อมา 
  • ภารกิจของสำนักศึกษาทั่วไป คือจัดการเรียนการสอนตามคำสั่ง สกอ. ๓๐ หน่วยกิต 
  • ตอนนั้นมีรายวิชาทั้งหมด ๑๖๑ รายวิชา  สิ่งที่ทำขณะนั้นคือการจัดระบบรายวิชา จากแต่ละคณะวิชามารวมกัน  มีอาจารย์จากคณะ-วิทยาลัยต่างๆ มาช่วยกันสอนรวมแล้ว ภาคเรียนละ ๓๐๐ ท่าน
  • ตอนปี ๒๕๕๔ มีรายวิชาอยู่ ๑๑๔  และสามารถจัดการเรียนการสอนได้อย่างเป็นระบบ รองรับนิสิตกว่า ๘ หมื่นที่นั่งต่อปีการศึกษา
  • รูปแบบการศึกษาทั่วไปของมหาวิทยาลัยต่างๆ แตกต่างกันไป  หลายมหาวิทยาลัยจัดไว้ที่คณะ-วิทยาลัย  บางมหาวิทยาลัยจัดกลุ่มรายวิชาไว้ตรงกลาง ยังไม่มีรูปแบบสำเร็จใด ๆ แต่ละมหาวิทยาลัยต่างจัดการเรียนการสอนรายวิชาศึกษาทั่วไปในสไตล์ของตนเอง
 รศ.ดร.ประยุกต์ ศรีวิไล รองอธิการบดี (รับผิดชอบงานกองกิจการนิสิต ขณะนั้น)
  • กองกิจการนิสิตเกี่ยวกับการศึกษาทั่วไปอย่างมาก  เพราะเป้าหมายเดียวกันคือสร้างคนที่เข้าใจตนเอง เข้าใจผู้อื่น และอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข
  • โลกมีการเปลี่ยนแปลงไปมาก  โจทย์สำคัญคือ เราจะสอนอย่างไรให้เขามีความสุขได้ในการดำเนินชีวิต วิชาศึกษาทั่วไปจะทำอย่างไรให้นิสิตจากหลากหลายสาขา สามารถปรับตัวได้ในการเปลี่ยนแปลงนั้น 
  • วิชาศึกษาทั่วไป คือรายวิชาที่สำคัญที่สุด  เป็นผู้รับผิดชอบในการสร้างนิสิตให้คุณลักษณะตามอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัย
  • สำนักศึกษาทั่วไป มีหน้าที่เป็นผู้ประสาน ให้อาจารย์จากทุกสาขาวิชา มาร่วมกันสร้างเด็กที่มีทักษะที่จำเป็นในการดำเนินชีวิต
  • สำนักศึกษาทั่วไปและกองกิจการนิสิตต้องคิดร่วมกันว่า จะพัฒนานิสิตอย่างไร ให้ได้นิสิตที่มีคุณภาพให้กับสังคม ให้เขาสามารถอยู่ได้ดีในยุคนี้ 
  • อาจารย์ผู้สอนรายวิชาศึกษาทั่วไป คือผู้เสียสละเพื่อพัฒนานิสิตจริง ๆ 
รศ.ดร.โรจน์ชัย ศัตรวาหา
  • รายวิชาศึกษาทั่วไป แต่ก่อนเคยเป็นวิชาเลือก ต่อมา สกอ. ได้พัฒนาขึ้นมาเป็นรายวิชาศึกษาทั่วไป 
  • หลักสูตรทั้งหมดต้องการสร้างคนที่มีลักษณะ ๒ ประการ คือ สร้างคนดีและสร้างคนเก่ง  เรื่องการสร้างคนเก่งนั้นเป็นหน้าที่ของสาขาวิชา  แต่เรื่องการพัฒนาคนดีนั้น คือหน้าที่หลักของสำนักศึกษาทั่วไป 
  • ดังนั้นหน้าที่ของอาจารย์ผู้สอนรายวิชาศึกษาทั่วไป คือต้องสร้างคนดี มีคุณธรรม จริยธรรม ที่สามารถนำเอาทักษะวิชาชีพที่ได้เรียนจากสาขาวิชาไปพัฒนาสังคมได้ 

ศาสตราจารย์ ดร.วิเชียร มากตุ่น
  • อาจารย์ผู้สอนรายวิชาศึกษาทั่วไปเป็นผู้มีคุณค่ามาก 
  • นิสิตต้องเป็นบุคคลที่มีทั้ง "มูลค่า" และ "คุณค่า" 
  • เป้าหมายของรายวิชาศึกษาทั่วไปคือ "มนุษย์ที่สมบูรณ์"  
  • อาจารย์ควรมองนิสิตเป็นเหมือนลูกเหมือนหลาน 
  • สิ่งสำคัญสำหรับนิสิตสมัยนี้คือ "ทักษะในศตวรรษที่ ๒๑" 
  • การพัฒนานิสิตต้องเป็นไปตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ (TQF)  ๕  ด้าน 
  • ทักษะในศตวรรษที่ ๒๑  3R4C  มีทักษะการเรียนรู้ (อ่าน เขียน คิดเลข) ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ สร้างสรรค์ และสามารถทำงานร่วมกันผู้อื่นได้ 
  • รายวิชาศึกษาทั่วไป จะมีรายวิชาต่างๆ หลากหลาย แต่ละวิชาก็จะเติมเต็มคุณลักษณะตามกรอบ TQF ได้ครบถ้วน 
รศ.ดร.อนงค์ฤทธิ์  แข็งแรง
  • รายวิชาศึกษาทั่วไป คือวิชาที่จะสร้างรากฐานของคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของบัณฑิต 
  • การปรับหลักสูตร พ.ศ. ๒๕๕๘ เป็นส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนานิสิตไปสู่เป้าหมาย การบูรณาการรายวิชาจาก ๑๑๔ รายวิชา ลงมาเหลือ ๓๒ รายวิชา (เลือกเรียน ๑๔ วิชาจาก ๒๐ วิชา และเลือกอีก ๑ วิชาจาก ๑๒ วิชาเลือกเพิ่มเติม) เพื่อให้นิสิตทุกคนได้เรียนรายวิชาในกลุ่มวิชาหลักคล้ายคลึงกัน  จะสามารถสร้างนิสิตที่มีคุณลักษณะนิสิตที่พึงประสงค์ของหมวดวิชาศึกษาทั่วไปทั้ง ๙ ประการ  (หลักสูตรเดิม นิสิตจะเลือกเรียนเฉพาะรายวิชาที่ตนต้องการเท่านั้น)
  • กำหนดรายวิชาหนึ่งหลักสูตหนึ่งชุมชน เป็นรายวิชาบังคับเลือก ให้อาจารย์แต่ละหลักสูตรเข้ามาเป็นผู้ขับเคลื่อน บูรณาการกับโครงการหนึ่งหลักสูตรหนึ่งชุมชน   คือ เอาหลักสูตรเป็นตัวตั้งในการบูรณาการการเรียนการสอนกับการบริการวิชาการสุ่ชุมชน
  • GE จะเป็นผู้ประสานงาน ให้คณาจารย์และคณะ-วิทยาลัย เข้ามาร่วมกันพัฒนาร่วมกัน
  • GE มีศูนย์ทดสอบ E-Testing และจะพัฒนาไปสู่การเป็นศูนย์สอบก่อนเข้าเรียน Entrance - Exit Exam และพัฒนาควบคู่ไปกับคลังข้อสอบ 
  • พัฒนาระบบบริหารจัดการให้เป็นไปอย่างมีส่วนร่วมมากขึ้น ให้ GE เป็นศูนย์กลางในการพัฒนาที่ยึดหยุ่นต่อความต้องการของหลักสูตร  ให้แต่ละคณะ-วิชาเข้ามามีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย  โดยให้ GE เป็นผู้นำไปปฏิบัติ 
  • จะมีหลักสูตร Training อาจารย์ผู้สอน เพื่อเสริมศักยภาพการเรียนการสอนของอาจารย์
  • GE จะมีหน้าที่ในการพัฒนานวัตกรรมการเรียนการสอน พัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน ให้ทันสมัย เท่าทันต่อการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ ๒๑ 
  • ทำวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนการสอนและการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาศึกษาทั่วไป  
แลหน้า
  • เรียนรายวิชาศึกษาทั่วไปได้เกรด A  แต่พอตกตอนเย็น เดินเข้าร้านเหล้า ดื่มเหล้า เที่ยว  ในสถานการณ์แบบนี้ เราจะทำอย่างไร   เราสอนกันมาก แต่รอบ ๆ มหาวิทยาลัย มีร้านเหล้ารายรอบอยู่เต็มไปหมด  เราจะทำอย่างไร?
  • ฝากอาจารย์ทุกท่านให้สอนการดำเนินชีวิตให้กับนิสิตด้วย  ช่วยสอนการใช้ชีวิตประจำวัน การใช้ชีวิตอย่างไม่ประมาท  ทำอย่างไรให้เอาตัวรอดได้  ทำอย่างไรให้นิสิตภาคภูมิใจในความเป็นตัวของตนเอง  ไม่ลืมไม่ดูถูกรากเหง้าของตนเอง
  • เด็กส่วนหนึ่งไม่มาเรียน เราจะทำอย่างไร  เราจะทำอย่างไรให้นิสิตเราตระหนักถึงเรื่องเหล่านี้  
  • ดังนั้นเรื่องศึกษาทั่วไปเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่เฉพาะอาจารย์ผู้สอนรายวิชาศึกษาทั่วไป 
  • อาจารย์ต้องเป็น "แบบอย่างที่ดี" ให้กับเด็ก  ขอให้อาจารย์ผู้สอนทุกท่านตั้งหลักให้ถูกต้องว่า เรากำลังทำเพื่อเด็ก  เด็กของเราต้องรู้ว่า อะไรควรหยุด รู้ถึงความพอดีในการดำเนินชีวิต ขอให้ท่านทั้งหลายถ่ายทอดประสบการณ์ของท่านให้กับนิสิต  สิ่งสำคัญคือเราต้องสร้างคนดีที่เก่ง  ไม่ใช่คนเก่งที่ไม่ดี  
  • ฝากเรื่องวินัย เรื่องจราจร การใช้ถนน การจอดรถ ซึ่งเกี่ยวกับความปลอดภัยของนิสิต
  • ฝากว่า... ทุกวิชามีความสำคัญ  
  • เด็กแต่ละคนแตกต่างกัน และเปลี่ยแปลงจากเดิมไปมาก  ดังนั้น อาจารย์ผู้สอนมีความสำคัญมาก เพราะต้องออกแบบการสอนให้เหมาะสมกับสถานการณ์
  • ควรสอดแทรกคุณธรรม จริยธรรม ในการเรียนการสอนเสมอ โดยเฉพาะคุณธรรมพื้นฐาน เช่น พรหมวิหาร ๔  เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา  อิทธิบาท ๔ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา  ฯลฯ 
  • เด็กของเราอาจจะไม่เก่งเท่ากันทุกคน แต่ควรจะเป็นคนดีทุกคน 
  • ฝากเรื่องน้ำใจของเด็กสมัยนี้  ที่หายไปจากเดิมเยอะ  
  • การเรียนรู้สำคัญมาก  รายวิชาศึกษาทั่วไป อาจไม่จำเป็นต้องเรียนในชั้นเรียนมากเกินไป  ควรจะออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้นอกสถานที่บ้าง เพื่อปลูกฝังสิ่งที่สำคัญมากๆ ในสมัยนี้คือ  public mind (จิตสาธารณะ)
  • วันนี้  ๗ ปีนี้  เปรียบเหมือนการเดินทาง ๗ ก้าว  หากมีความสำเร็จใด ๆ ก็ขอยกเป็นเครดิตของ อาจารย์ผู้สอนทุกท่าน 
  • GE ควรจะพัฒนาศูนย์สอบ E-Testing ต่อไป 
  • ขอขอบคุณทุกท่าน GE จะมุ่งมั่นทำงานต่อไป น้อมนำเอาสิ่งที่ท่านพูดวันนี้ไปทำ ให้เป็นมรรคผลให้จงได้ 
  • GE จะเป็น GE ของพวกเราทุกคน

วันจันทร์ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2559

จับประเด็น : ทำไม? ความพอเพียงจะทำให้ประเทศไทยอยู่รอด ตอนที่ ๓


  • คนไทยสมัยนี้ มี "มายาคติ" เยอะมาก เนื่องจากคนไทยที่บริหารประเทศอยู่ตอนนี้ส่วนใหญ่ก็ไปเรียนเรื่องเหล่านี้มาจากอเมริกา  ทำให้อิทธิพลทางความคิดของชนชั้นนำที่มีโอกาสได้ไปเรียนด้วยทุนการศึกษาจากต่างชาติ รวมทั้งทุน กพ.  รับเอาแนวคิดมาขยาย ทำให้ประเทศค่อยๆ กลายเป็นตะวันตก 
  • การพัฒนาตามตะวันตก จะเริ่มด้วยการ "รับจ้างทำของ"  ประเทศแรกเลยคือ ญี่ปุ่น  เพราะค่าแรงถูก  ต่อมาคือ ไต้หวัน  มาฮ่องกง ไปที่มาเลเซีย  มาไทย จากไทยไปเขมร ไปเวียดนาม ไปอินเดีย และต่อไปที่บังคลาเทศ
  • อเมริกา จะควบคุมและสนใจอยู่ ๒ อย่าง หนึ่งคือการตลาด อีกอย่างคือการวิจัยพัฒนา R&D (หรือคุณภาพ)  อเมริกันเป็นคนออกแบบแล้วจ้างผลิต ยกตัวอย่างเช่น รองเท้า NIKE  ที่แต่ก่อนมาจ้างโรงงานในไทยผลิต จนต่อมาโรงงานในไทยนำเทคโนโลยีเดียวกันไปผลิตร้องเท้า PAN  ทั่วโลกรู้จักแต่ NIKE แต่ไม่รู้จัก PAN ....  เพราะอะไร?... เพราะอเมริกันจ้างโฆษณามหาศาล ยอมจ่ายเงินหลายล้านบาทเพื่อให้โลโก้ตัวเองติดบนหน้าออกเสื้อนักกีฬา
  • บริษัท Apple ไม่มีโรงงานเป็นของตนเอง มาจ้างบริษัทไต้หวันชื่อ Foxconn และจีนผลิต
  • ด้วยเหตุผลนี้ ตะวันตกจะสนใจเรื่องลิขสิทธิ์มากและป้องกันการละเมิดลิขสิทธิ์
  • แต่ความที่คนญี่ปุ่นเป็นคนขยัน มีระเบียบวินัย ละเอียด และสร้างสรรค์  เมื่อทำได้ที่ก็เริ่ม "ทำของตนเองขึ้นมา" ทำให้ก้าวมาเป็นแนวหน้าได้ 
  • จีนเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว ที่ปักกิ่ง ที่พระราชวังต้องห้ามนั้น คนไม่มี แต่สมัยนี้คนเต็มไปหมด  จะเห็นว่าโลกาภิวัตน์ทำให้อัตราการบริโภคเพิ่มขึ้นมหาศาล  ดังนั้นทรัพยากรธรรมชาติ ก็ยังเป็นเป้าหมายของการล่า
  • เมื่อ ๒๐ ปีที่แล้ว การสื่อสารที่ทันสมัยมี่สุดคือ Fax  หากทำธุรกิจส่งแฟ็คไปอเมริกา หน้าหนึ่งอาจใช้เวลาประมาณ ๔ นาที ถ้าสิบหน้าก็ใช้เวลา ๔๐ นาที แต่สมัยนี้ส่งอีเมล์ใช้เวลาเพียง ๑๕ วินาที แสดงว่า ความเร็วรอบของการสื่อสารเร็วขึ้นถึง ๑๖๐ เท่า .... เมื่อลองเปรียบเทียบกับการบริโภค ก็เพิ่มขึ้นในอัตรามากเช่นกัน  ... นี่คือสาเหตุของการเร่งการผลิตทั่วโลก 
  • ทุกอย่างต้องเร่งผลิต หลายอย่างจึงผิดธรรมชาติ  ไก่ฮอร์โมน  การตัดแต่งพันธุกรรม การเผาพลาญน้ำมันจำนวนมหาศาล   
  • ผลก็คือทรัพยากรธรรมชาติถูกทำลายอย่างรวดเร็ว  จนทำให้เกิดภัยธรรมชาติตามมามาก

วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2559

จับประเด็น : ทำไม? ความพอเพียงจะทำให้ประเทศไทยอยู่รอด ตอนที่ ๒


  • ทุกวันนี้คนจบปริญญาตรี เงินเดือนอยู่ที่ ๑๕,๐๐๐ บาท ถามว่า มีทางไหมที่จะลืมตาอ้าปากมาเป็นผู้ประกอบการบ้าง?  
  • ยกตัวอย่าง หากคุณทำขนมชื่อ "ชาญหญิง" อร่อย...ขายดี...อยากขยายงาน คุณเลยไปเจรจา 7-eleven   ปรากฎว่ายอดขายเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จากหมื่นกล่องเป็นแสนกล่อง สองแสนกล่อง คุณกำลังจะได้เป็นเฒ่าแก่น้อยแล้ว...แต่วันหนึ่ง 7-eleven บอกว่า  ให้คุณผลิตวันละ สามแสนกล่อง   แต่ขอเปลี่ยนเป็นยี่ห้อง 7-eleven  หากไม่ทำก็จะไม่ให้ขายในร้าน ... คุณก็ต้องยอม คุณก็ไม่ได้เป็นเฒ่าแก่น้อยแล้ว ...
  • ปัญหาไม่ใช่ ผู้นำไม่เข้าใจ ปศพพ. แต่ปัญหาคือ ผู้นำประเทศไม่เอามาปฏิบัติ 
  • ทุกวันนี้นักวิชาการบางท่านยังสอนอยู่เลยว่า การปกครองของประเทศไทยประกอบด้วย ๓ อำนาจ ได้แก่ บริหาร นิติบัญญัติ และตุลากร ไม่ก้าวก่ายกัน ......  ความจริงมันพิสูจน์แล้วว่ามันไม่ได้เป็นอย่างนั้น ....   
  • หนังสือทุกวันนี้ ชอบจับกิเลสคน คือ อยากได้ อยากเป็น อยากมี  สอนให้คนโกงภาษี สอนให้เอาเปรียบคนอื่น ฯลฯ 
  • ไม้ตายหรือจุดแข็งของค่ายโลกเสรีคือ สื่อ ที่มีจำนวนมาก ต่างจากค่ายหลังม่ายไม้ไผ่และหลังม่านเหล็กที่มีสื่อน้อยกว่า 
  • "บ่อปลา" อย่างหนึ่งคือของระบบโลกเสรีคือ  "Fake demand" คือความต้องการเทียม เช่น อะไรที่ไม่จำเป็นแต่มันทำให้คนรู้สึกว่าจำเป็น  หรือ บางทีประกาศสร้างคอนโดฯ ยังไม่ลงเสาเลย สื่อบอกว่ามีคนจองไปแล้วเกือบ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ....คนก็เชื่อแล้วรีบไปจอง ฯลฯ 
  • นักจิตวิทยาอเมริกัน ๒ คน ชื่อ ทิม แคสเซอร์ และ ริชาร์ด ไรอัน พบว่า นักเรียนอเมริกันยุคนี้ ถือเอาความสำเร็จด้านการเงินไว้เหนือพัฒนาการด้านจิตใจ ความสงบสุนในครอบครัว และการช่วยกันรักษาโลกให้น่าอยู่ 
  • ทั้งสองบอกว่า คนที่หลงไหลในวัตถุจะชอบดูโทรทัศน์ โดยเฉพาะรายการที่นำเสนอชีวิตผู้คนที่ดำรงอยู่อย่างโก้หรูเกินจริง และโฆษณาที่มุ่งสร้างความไม่พอใจกับทรัพย์สินที่มีอยู่ ดังนั้นผู้ที่ชอบดูโทรทัศน์ จึงมักไม่พอใจในชีวิตของตนเอง มีขวัญและกำลังใจต่ำ และ รู้สึกว่าตนเองอยู่ในฐานะที่ด้อยกว่าผู้อื่น 
  • พวกที่ดูโทรทัศน์ จะเสี่ยงต่อความที่ "ไม่พอเพียง" อยู่ตลอดเวลา  เนื่องจาก บนโทรทัศน์ส่วนใหญ่จะมีแต่รายการหรือโฆษณาที่ยั่วกิเลส ความอยากได้ตลอดเวลา 
  • ปัจจุบันสถิติการหย่าร้างเพิ่มขึ้นมาก  เหมือนกับฝรั่ง แต่ความแตกต่างกันตรงที่ เมื่อหย่าร้าง ฝรั่งจะทะเลาะกันเพื่อเอาลูกไปเลี้ยง  แต่ชายไทยไม่ทะเลาะเรื่องนี้ ส่วนใหญ่จะหนีหายไป ปล่อยให้แม่เลี้ยง 
  • ตอนนี้ จบ ป.ตรี สมมติว่ามีงาน ๑๕,๐๐๐ บาท  ชีวิตในกรุงเทพค่าที่พัก ๔,๐๐๐ บาท  ค่ารถ ๓,๖๐๐ ต่อเดือน ค่ากิน ๓,๐๐๐ บาท  เงินจะเหลือ ๒,๔๐๐ บาท  สมมติเก็บเงินเป็นจะได้เงินเก็บต่อปี ๒๘,๐๐๐ บาท.... คำถาม คือ จะเก็บเงินกี่ปีถึงจะซื้อบ้านได้ ... นี่คือสาเหตุที่ลูกหลานของเราต่อไปจะต้องผ่อนดาวน์บ้านชั่วชีวิต  เด็กสมัยใหม่ที่จบ ป.ตรี จึงไร้อานาคต 
  • ในปี ๒๕๔๓ ครอบครัวอเมริกันเกือบจะไม่มีเงินออม ครอบครัวในอังกฤษกว่าร้อยละ ๕๐ ไม่มีบ้านเป็นของตนเอง 
  • เด็กอเมริกันใช้ของเล่น ร้อยละ ๔๕ ของการผลิตทั้งหมดในโลก เด็กอเมริกันได้ของเล่นเพิ่มเฉลี่ยคนละ ๗๐ ชิ้นต่อไปี คนอเมริกันใช้งบโฆษณามากที่สุดในโลก คิดเป็น ๒๑๔,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ หรือร้อยละ ๕๐ ของโฆษณาทั่วโลก และในจำนวนนี้  ๑๒,๐๐๐ ล้านดอลลาร์ เป็นโฆษณามุ่งเป้าไปยังเด็ก  ทำให้เด็กอายุ ๑๒ ปี เห็นโฆษณามาแล้วกว่า ๒๐๐,๐๐๐ ครั้ง และกลายเป็น "นักบริโภคนิยมเต็มตัว"  เหมือนพ่อแม่ เมื่อเขาโตเหมือนผู้ใหญ่ 
  • ทั่วโลก... กำลังดำเนินรอยตาม คือสร้าง "นักบริโภคนิยม"  
  • ปี ๒๕๒๒ - ๒๕๔๒  ร้อยละ ๙๕ ของความมั่งคั่งจำนวน ๑,๑๐๐ พันล้านดอลล่าร์ เข้ากระเป๋าคนเพียงร้อยละ ๕ เท่านั้น 
  • ในระดับโลก ร้อยละ ๘๐  อยู่ใต้เส้นของความยากจน  ชาวโลก  ๑,๐๐๐ ล้านคน ไม่สามารถตอบสนองความจำเป็นของตนเได้ 
  • ทุนนิยมจะมาพร้อมกับ  "ประชาธิปไตย จอมปลอม"  และ "การคุมสื่อมวลชน" เพื่อให้ประชาชนเชื่อในสิ่งที่ทุนนิยมต้องการ  เสรีนิยมดีอย่างไร   ทำให้เกิด "ฝูงชนที่งุนงง"  
  • วอลเตอร์ ลิปแมน  เป็นนักหนังสือพิมพ์ที่เก่งมาก  ต่อมาเป็นผู้มีส่วนสำคัญในการก่อตั้ง CFR ซึ่งเป็นที่รวมของบริษัทยักย์ใหญ่ ที่คุมระบบทุนนิยมของโลกอยู่ ณ ขณะนี้ 
  • นักวิชาการต่างๆ ทั้งหมดที่คุณสนธิยกมา บอกว่า รุบบทุนนิยมเสรี ไม่ดี ... ตราบใดที่ไม่มีศีลธรรม ....