วันพฤหัสบดีที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ทำไม เฮือนสุนทรี เวชานนท์ จึงอยู่ยั้งยืนยาว ...

จำได้ว่ามาเหนือทีไร ใครๆ จะต้องมาทานอาหารร้าน "สุนทรี เวชานนท์" "A Celebration of Life" คำถามคือ ทำไม เพราะเพียงท่านเป็นศิลปินมีชื่อเท่านั้นหรือ???  ...  ไม่เลยครับ .... ผมตีความว่ามีปัจจัยอย่างน้อย ๓ ประการ ที่ทำให้ร้านอาหารแห่งนี้ อยู่ได้ยั่งยืนยาว มาถึงปัจจุบัน



๑) อาหารดี (มีปลาช่อนไร้ก้าง เป็นต้น)

ไม่ได้ถ่ายภาพมาแชร์นะครับ  แต่ขอบอกว่า  เมนูปลาช่อนไร้ก้าง อร่อยดีครับ  เด็ก ๓ ขวบ ๖ ขวบ ก็กินได้เพราะไร้ก้างสมชื่อ ผู้ใหญ่ก็กินดีเพราะมีน้ำจิ้มประกอบรสฉู่ฉ่า หรือแม้แต่วัยชราก็ถูกใจเพราะมีผักรสขมเสริฟเคียงมาด้วย  

แน่นอนว่า ปัจจัยนี้คือคีสำคัญที่สุด แต่คงไม่ใช่เฉพาะร้านนี้ที่มีอาหารอร่อย เพราะมาเชียงใหม่รอบนี้ ไปลองทานมา ๓-๔ ร้าน รสชาดอาการหลังลิ้มชิมนั้น ดุเดือดไม่แพ้กันครับ



๒) งามวัฒนธรรม

สังเกตว่าคนเชียงใหม่ภูมิใจในรากเหง้าความเป็นมาของวัฒนธรรมล้านนายิ่ง ตามแหล่งรับประทานอาหาร ร้านโรงแรม แต่งแต้มห้อยแขวน ประดับประดา สัมผัสได้ถึงศรัทธาและภูมิปัญญาล้านนาไทย  มีโคมยี่เป็งหลากหลายชนิดติดร้อยห้องตามเพดาน (ความรู้เกี่ยวกับโคมยี่เป็ง) มีป้ายผ้าภาษาล้านนา ฯลฯ

ผมนึกถึงจังหวัดมหาสารคาม นึกไม่ออกว่ามีร้านอาหารใดที่ประดับไว้ให้เห้นความภูมิใจในวัฒนธรรมอีสานแบบนี้หรือไม่ ... ส่วนใหญ่อยู่ในวัดและจัดทำนุในลักษณะของงานประเพณีเท่านั้น



๓) ชื่อเสียงและเสียงเพลง

ไม่มีใครไม่รู้จักจรัญ มโนเพชร​  เช่นเดียวกัน​  คนอายุสี่สิบขึ้น​ คงไม่มีใครไม่รู้จั​กสุนทรี​  เวชานนท์​ ดังในจึงไม่ผิดหวังที่มาที่ร้านแล้วได้เสพเสียง​อันสุนทรีจากต้นตำหรับ...


วันอังคารที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ปางช้างแม่สา เชียงใหม่ ธันวาคม 2560

วันที่ 19 ธันวาคม 2560 มีโอกาสมาเที่ยวปางช้างแม่สากับครอบครัว ป้างช้างแม่สาตั้งขึ้นประมาณปี 2519 ตรงกับปีที่ผมเกิดพอดี ผู้ก่อตั้งชื่อคุณชูชาติ เริ่มต้นจากการเช่าพื้นที่ประมาณ 12 เอเคอร์หรือ 30 ไร่ จากกองอนุรักษณ์พันธุ์สัตว์ป่า และเช่าช้างจากชาวกะเหรี่ยงมา 4-5 เชือก เริ่มแสดงให้นักท่องเที่ยวซึ่งตอนนั้นมีประมาณ 5-10 คนต่อวัน ได้ชมการแสดงลากซุง ปัจจุบัน ปางช้างแม่สา พี่ช้างถึง 79 เชือก แต่ละชุดจะมี ความช้างประจำประจำเชือก การแสดงมีหลากหลายมาก ตั้งแต่เป่าแคนลากซุง เตะฟุตบอล วาดภาพ เก็บของ และที่สนุกที่สุด คือ ตอนที่ให้อาหารช้าง  

เล่าด้วยภาพท่าจะดีกว่าครับ 










เห็นอะไรจากภาพสุดท้ายครับ ....

วันศุกร์ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2560

จับประเด็น : ในหลวงรัชกาลที่ ๙ เป็นพระโพธิสัตว์ที่จะมาตรัสรู้เป็นองค์ที่ ๑๐ นับจากนี้

คลิปธรรมะบรรยายเกี่ยวกับในหลวงรัชกาลที่ ๙ ของพระอาจารย์กฤช นิมฺมโล แห่งสวนธรรมประสานสุข อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี  (สนใจผลงานท่านคลิกที่นี่ โดยเฉพาะหนังสือเสียงเรื่อง "คำสอนพ่อ" ที่นี่) ท่านเล่าเรื่องในหลวงรัชกาลที่ ๙ กับคำสอนของหลวงปู่พ่อแม่ครูอาจารย์ต่างๆ ที่บอกว่า ในหลวงคือพระโพธิสัตว์ปรารถนาพระโพธิญาณในกาลต่อไป .... น่าสนใจมากและประทับใจผมยิ่ง จึงอยากนำมาแบ่งปันครับ


พระอาจารย์กฤช ท่านเล่าว่าตนเองเป็นทิฐิจริต เหมาะสำหรับการปฏิบัติธรรมด้วยการ "ดูจิต" ท่านปฏิธรรมแบบ "สมถะ" เพราะอยากได้อภิญญาอยู่ ๑๙ ปี ไม่มีผลบรรลุธรรมวิเศษใด จนท่านปรงใจว่าชาตินี้คงได้เพียงเร่งสร้างบารมี จนกระทั่งได้มาเรียนกับ "ครูบาอาจารย์" (เป็นคำที่ท่านเรียกหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช) จึงได้เห็นว่า การปฏิบัติธรรมนั้นไม่จำเป็นต้องนั่งสมาธิให้สงบดิ่งนิ่งอัปปานาได้อภิญญาก่อน มีอีกทางหนึ่งสำหรับคนฟุ้งซ่านฐานคิด คิดเยอะ ...  ผมเป็นจริตแบบท่าน เมื่อไหร่ได้ฟังธรรมะท่าน จึงได้ประโยชน์จากประสบการณ์ของท่านยิ่ง 

ตั้งแต่นาทีที่ประมาณ ๖๐ กว่า เป็นต้นไป หลังจากที่ท่านเล่าถึงทศพิธราชธรรมโดยนำเอาแบบอย่างที่ทรงทำ เลือกนำมาเล่าได้อย่างดีที่สุดเท่าที่ผมเคยฟัง   วันนี้สิ่งที่อยากให้ท่านรู้ที่สุดคือเรื่องที่ในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์องค์ที่ ๑๐ ที่จะมาตรัสรู้

๑ กัปป์ คืออะไร นานแค่ไหน?

  • กัปป์ คือ รอบแห่งการเกิดดับของจักรวาล จักรวาลเกิดและดับหนึ่งรอบเรียกว่า ๑ กัปป์ กัปป์ที่มีพระพุทธเจ้ามาอุบัติ ๑ องค์เรียกว่า "สาระกัปป์"  ส่วนกัปป์ปัจจุบันนี้ ชื่ออ"ภัทรกัปป์" จะมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติ ๕ พระองค์  พระพุทธเจ้าองค์นี้เป็นองค์ที่ ๔ มีพระนามว่าโคตม องค์ถัดไปคือพระอริยเมตไตรย 
  • ไม่ใช่ทุกกัปป์ที่มีพระพุทธเจ้ามาอุบัติ กัปป์ที่ไม่มีพระพุทธเจ้าเลยเรียกว่า "สุญกัปป์" กัปป์ที่มีพระพุทธเจ้ามาอุบัติเรียกว่า "อสุญกัปป์"
  • อุปมัยว่า เปรียบเหมือนมีภูเขาหินแท่งทึบกว้างยาวสูงด้านละ ๑ โยชน์ (๑๖ กิโลเมตร) เวลา ๑ กัปป์นานกว่าเวลาที่ภูเขานี้เหี้ยนเตียนสิ้นไปด้วยการเอาผ้ามาลูบ ๑๐๐ ปีต่อหนึ่งครั้ง (อ่านต่อที่นี่)
ในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์

พระอาจารย์กฤช เล่าเรื่องเกี่ยวกับเรื่องเล่าของพ่อแม่ครูอาจารย์ (คำคุณศัพท์เรียนกหลวงปู่หรือหลวงตาที่ผู้พูดเชื่อว่าท่านได้บรรลุแล้วซึ่งธรรมวิเศษ)  ผมจับประเด็นได้ว่า

  • หลวงปู่ฤาษีลิงดำ เคยเล่าว่า ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ของเราเป็นพระโพธิสัตว์ที่ได้รับคำทำนายไว้แล้วว่าจะกลับมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์หนึ่ง  เป็นพระโพธิสัตว์ประเภทวิรยาธิกะ เน้นเด่นเรื่องความเพียร
  • พระพุทธเจ้ามี ๓ ประเภท ได้แก่ ๑) ปัญญาธิกะ ๒) วิริยาธิกะ และ ๓)ศรัทธาธิกะ พระพุทธเจ้าองค์ปัจจุบัน เป็นประเภทปัญญาธิกะ
  • หลวงปู่ฤาษีลิงดำ เล่าว่า ในหลวงเป็นพระโพธิสัตว์ที่จะบำเพ็ญ ๑๖ อสงไขย (๑๐ ยกกำลัง ๑๔๐ ปี อ่านที่นี่) กับ ๑๐๐,๐๐๐ กัปป์ ตอนนี้บำเพ็ญครบ ๑๖ อสงไขยแล้ว เหลือเพียงส่วนกัปป์ ... เศษเหลือมากน้อยเท่าไหร่ไม่ได้เล่าไว้ 
  • หลวงปู่สิม พุทธาจาโร เล่าว่า ในสมัยพุทธกาล ในหลวง ร.๙ เกิดเป็นช้างป่าลิไลยกะที่คอยดูแลพระพุทธเจ้า (หากยังไม่รู้ดูคลิปนี้ครับ)
  • พระพุทธเจ้าได้ให้คำพยากรณ์ว่า ช้างป่าเลไลยิกะจะมาตรัสรู้เป็นองค์ที่ ๑๐ นับจากนี้ ในภัทรกัปป์นี้จะมีพระอาริยเมตไตรยมาตรัสรู้  อสุญกัปป์ถัดไปจะมี ๒ พระองค์ อสุญกัปป์ถัดไปมี ๑ พระองค์ อสุญกัปป์ถัดไปอีก ๒ พระองค์ อสุญกัปป์ถัดไปอีก ๒ พระองค์ และอสุญกัปป์ถัดไปอีก ๒ พระองค์  ในกัปป์นี้เองที่ในหลวง ร.๙ จะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระนามว่า "สุมังคละ" 
  • ใครที่ตั้งปณิธานว่า "จะขอเป็นทาสรองบาททุกชาติไป" ต้องใจถึง เพราะต้องตามเสด็จไปอีก ๕ กัปป์ เป็นอย่างน้อย และต้องเป็นผู้มีวิริยะมากตามพระองค์ซึ่งเป็นวิรยาธิกะ 
ผมติดสติกเกอร์ไว้เตือนใจตนเองเช่นกันว่าจะขอเป็นข้ารองบาท แต่ด้วยรู้ว่าใจตนเองนั้นเป็น "ทิฐิจริต" คิดมาก วิริยาน้อย จึงไม่ปรารถนาจะเป็นข้ารองบาททุกชาติไป และไม่ได้ปรารถนาพุทธภูมิ ... เกิดชาติใดขอให้ได้พบคำสอนที่เหมาะสมกับตน และเป็นหนึ่งที่เข้าถึงซึ่งพระนิพานเมื่อเวลาที่สมควร...สาธุ


วันอาทิตย์ที่ 6 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

เรื่องเล่าจาก ดร. สุเมธ (๑)

ผมคำนึงว่า สิ่งที่ ดร.สเมธ ตันติเวชกุล เขียนไว้ในหนังสือ "ใต้เบื้องพระยุคลบาท" นั้น น่าจะนำไปใส่ไว้ในบทเรียน ให้นิสิตรุ่นใหม่ในมหาวิทยาลัยมหาสารคามทุกคน ได้รับรู้เข้าถึงใจว่า ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงงานอย่างไร... จึงขอนำเรื่องเล่าที่ประทับใจของท่าน มาเล่าต่อแบบ "จับคำ นำประเด็น" ดังนี้

ขั้นตอนการทรงงานภาคสนาม

...การตามเสด็จจะเริ่มประมาณบ่าย ๓-๔ โมง ส่วนมากจะไม่เสด็จออกก่อนบ่าย ๓ โมง นอกจากจะมีลักษณะการเดินทางที่ต้องกินเวลา.... 

...จุดแรกหรือที่พระองค์ทำ คือ... หนีบแผนที่เสด็จไปหาประชาชนก่อนเพื่อนเลย ส่วนมากจะไปคุยกับคนแก่ ๆ ... เพื่อตรวจเช็คข้อมูลจากประชาชนกับข้อมูลที่ทรงสืบค้นเตรียมไวด้วยพระองค์เอง ...

...จังหวะ ๒ จะเข้ามาทันที คือ จะเรียกหน่วยราชการเข้ามา กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน นายอำเภอ ผู้ว่าฯ มาเช็คข้อมูลซ้ำอีกที...

...จังหวะ ๓ จะทรงเรียกหน่วยปฏิบัติขึ้นมา ส่วนมากก็จะเป็นเรื่องน้ำ ... เรียกกรมชลฯ มาว่าตรงนี้ site ตรงนั้นเหมาะหรือไม่... 

...ยกสุดท้ายจะเป็นผม (ดร.สุเมธ)... จะเรียกพวกเรา (หมายถึง กปร.) เข้าไปยืน ... พระองค์จะทรางวาดภาพวิสัยทัศน์ในบริเวณนั้นให้ดูทั้งหมดว่า... เมื่อมีน้ำมาแล้ว ชาวบ้านควรจะปลูกพืชพันธุ์อะไร เมื่อปลูกพืชถั่วเขียวเสร็จแล้วควรจะมีเครื่องทำวุ้นเส้นเล็ก ๆ ไหม ทรงวาดภาพโดยละเอียด....  

... เมื่อวาดภาพอะไรเสร็จแล้วนั้น เอาจะเข้าไปถึง ๑ ทุ่ม ๒ ทุ่ม แล้วก็ ๓ ทุ่ม บ่อยครั้งมากที่ต้องยืนอยู่กลางป่า ตัวแมลงบินว่อนไปหมด มาเล่นแสงไฟฉาย มาตอมพระพักตร์เต็มไปหมด 


ทรงเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องน้ำที่สุด

ในหลวงจะทรงมีพระอัจฉริยะเรื่องน้ำ เชี่ยวชาญเรื่องน้ำอย่างยิ่ง  ทรงสามารถใช้เวลาเพียง ๒-๓ นาที บนแผนที่ แล้วบอกได้ทันทีว่าจะสร้างเขื่อนตรงไหน และบอกได้ด้วยว่า ถ้าสร้างเสร็จน้ำจะท่วมจากตรงไหนไปถึงตรงไหน ระบายเป็นสีน้ำเงินออกมาให้ได้ทันที ....

ทรงมีพระราชดำริที่เรียบง่าย (แต่ลุ่มลึกเป็นองค์รวมที่สุด)

...เหนือน้ำขึ้นไปควรจะปลูกป่าเพื่อเป็นแหล่งต้นน้ำ... การปลูกป่าพวกเรามักไปปลูกแต่เชิงเขาหรือตีนเขา ทรงแนะว่า ให้ทนเหนื่อยหน่อย เอาเมล็ดปีนขึ้นไปปลูกบนยอดเขา เมื่อต้นไม้ชนิดใดมีผัก หล่นลงมา กระจายตามลมมา ก็จะไหลไปสุ่ตีนเขาได้...

...ครั้งหนึ่ง มีวัดแห่งหนึ่งที่จังหวัดสกลนคร มีถานพระ (ส้วมพระ) ยาวเหยียด พระท่านก็เก่ง ต่อท่อเอามาทำแก๊สใช้ในครัว... ในหลวงทรงรับสั่งว่า พระคุณเจ้าเห็นธรรมะหรือยัง? ... เห็นไหมนี่ในถานนี้เราถ่ายสิ่งสกปรกลงไป ถือว่าเป็นอธรรมใช่หรือเปล่า ... อยู่ในถังยังบูดยั่งเน่าก็ถือว่ายังเป็นอธรรม ... แต่เมื่อแปรสภาพไปเป็นแก๊สหุงต้มในครัว นี่ถือเป็นเป็นธรรมะ...

...คลองมักกะสัน พื้นที่ประมาณ ๑๐๓ ไร่ ยาว ๑ กิโลเมตร มีปัญหาน้ำเน่าเหม็น ลงไปในเรือเกือบเป็นลมคาเรือ...น้ำเสียจากบึงจะไหลลงคลองลาดพร้าวต่อไป  ทรงรับสั่งว่าต้องกั้นไว้และบำบัดน้ำเสียก่อนที่จะส่งไป ฝรั่งเขาว่าต้องใช้งบประมาณในการบำบัดน้ำเสียประมาณ ๒๐๐ ล้าน ทรงบอกว่าไม่กี่แสนก็บำบัดได้ "..ฉันจะเอาอธรรมสู้กับอธรรมให้มันออกมาเป็นธรรมะให้ได้.."  

ทรงให้นำผักตบไมวิจัยพบว่า ทุก ๔๐ วัน ผักตบชวาจะขยายตัวเป็น ๓ เท่าตัว ทรงรับสั่งให้นำไม้ไผ่ทำเป็นคอกกั้นผักตบชวาไว้เป็นแนว ๆ  แล้วดึงตนแก่ออกจำนวนหนึ่งทุก ๔๐ วัน  ผักตบชวาที่งอกใหม่จะดูดซับเอาโลหะหนักซึ่งเป็นตัวการของการเน่าเสียของน้ำ  ผักตบที่ดึงขึ้นให้เอาไปหมักสลายเป็นปุ๋ยสำหรับไม้ยืนต้นได้ (ไม่ใส่ผัก) .... 

(จบตอนที่ ๑ ครับ)

วันอังคารที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2559

บรรยายพิเศษของโค้ชเดี่ยว อาจารย์ธรรมศักดิ์ อรชุนวงศ์ และทีม (๒)

จับประเด็นต่อจาก บันทึก (๑) ที่นี่ครับ

ในบันทึกแรกอาจารย์ธรรมศักดิ์ (โค้ชเดี่ยว) เน้นว่า ถ้าหากเราจะทำ "STARTUP" หรือเปิด "บริษัทใหม่ในยุคดิจิทัล" สิ่งแรกที่ต้องทำคือ กำหนดกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งต้อง "รู้จักคน" ก่อน  เมื่อกลุ่มเป้าหมายชัดเจนแล้ว ให้เอาปัญหาของกลุ่มเป้าหมายมาเป็นปัญหาของเรา จากนั้นก็ใส่ไอเดียใหม่ ๆ ในการแก้ปัญหานั้นเข้าไป หรือคือต้องใส่ความคิดเจ๋ง ๆ ของเราเข้าไป คือต้อง "รู้จักคิด"  และสิ่งสำคัญที่สุดก็คือ "รู้จักทำ"  และนำเสนอด้วยการเชิญผู้ประสบสำเร็จในการทำ "STARTUP" ในเมืองไทย ๓ ท่าน ดังนี้

บริษัท Think Technology Ltd.

อันดับหนึ่งของประเทศไทยด้าน Virtual Reality (สร้างสื่อเสมือนจริง) เป็น "STARTUP" ระดับเอเชีย  คุณอภิชัย เรืองศิริปิยะกุล เจ้าของผลงานผสานซ้อนระหว่างโลกดิจิตอลกับโลกจริงโดยการมองผ่านกล้องและ ออกมาในรูปแบบหนังสือ AR หรือ  Augmented Reality Book (AR  Book) หรือบางท่านเรียก "หนังสืออัจฉริยะ"

ท่านใดอยากรู้จักคุณอภิชัย อย่างละเอียดคลิกอ่าน "ชีวิต 3 มิติ อภิชัย เรืองศิริปิยะกุล" นิสิตยสารโพสิชั่นนิ่ง ที่นี่ครับ  ส่วนใครยังไม่รู้จัก AR Book ลองดูคลิปด้านล่างนี้ครับ


ปกติเปิดหนังสือทั่วไปเราจะเห็นเป็นภาพ ๒ มิติ แม้จะมีสีสวยงามอย่างไรก็ไม่สามารถจะเห็นเป็นตัวลุกขึ้นยืนได้  ต่อมามีการทำหนังสือป๊อปอัพ (pop-up) ทำให้ตัวละครต่าง ๆ ในหนังสือ เหมือนจะดูลุกขึ้นมายืนได้  สร้างความสนใจให้กับเด็ก ๆ มากขึ้น   ใน AR  Book  ไม่เพียงแต่ลูกขึ้นยืน ตัวละครยังลุกขึ้นมาเดินและแสดงท่าทางต่าง ๆ ให้เห็นได้ตามที่เจ้าของหนังสือต้องการ  เพียงแต่ลง Apps ที่กำหนดในมือหรือแทปเล็ต แล้วส่งไปยังภาพในหนังสือ  Apps จะจำรูปในหนังสือ แล้วเรียกตัวละครจากโแกรมออกมาเดินให้ดู ...  ผลก็คือ เด็ก ๆ จะชอบมาก เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องนั้นได้ดีขึ้น ... 

คุณอภิชัย เรืองศิริปิยะกุล เรียนจบปริญญาตรีด้านการเกษตร แต่ก้าวตามความชอบ ความสนุก และความสุขของตนเอง มาประสบความสำเร็จกับการพัฒนาซอฟแวร์  ผลงานเล่มแรก (ต้องเรียกว่าเป็นเล่มแรกของหนังสือ AR ในไทย) คือ Thai Dinosaurs AR Book

"... ผมไม่ได้จบทางด้านไอที  ผมจบทางเกษตรศาสตร์ ผมเรียนสัตวศาสตร์ ผมจบตอนหมู  ผมเลี้ยงวัวนม  วันดีคืนดีก็ผันตัวเองมาเป็นโปรแกรมเมอร์  ด้วยการเรียนรู้ด้วยตนเอง ... เมื่อสิบกว่าปีที่แล้วเราทำทุกอย่าง ทำจับฉ่าย  แต่สิ่งเหล่านั้นทั้งหมด  กลายเป็นจุด จุด ... ที่ต่อกันเป็นผมในวันนี้   วันที่ผมมาเป็นนัก cross สิ่งต่าร ๆ ให้กลายมาเป็นนวัตกรรม..." 

 คุณอภิชัยเริ่มทำ AR Book ตั้งแต่ปี 2008  ในปี 2011 เริ่มสร้างสิ่งหนึ่งจากแรงบันดาลใจจาก "กำแพงวัด"  โดยเอา "ช้าง" กับ "สิงห์" มาทำเป็นหนังสือ ถือเป็นหนังสือเล่มแรกของคุณอภิชัย  ปัจจุบันหนังสือเล่มนี้มีทั้งหมดราว ๆ ๒๐ ปก  ๆ ละ ประมาณแสนก๊อปปี้ ๆ ๒๐๐ บาท ( ๒๐ คูณ ๑๐๐,๐๐๐ คูณ ๒๐๐ เท่ากับ ๔๐๐ ล้านบาท) มีมูลค่าการตลาดสูงมาก ตอนนี้คุณอภิชัยกลับพัฒนาต่อไป ด้วยเทคนิคการ "cross" หรืออาจเรียกว่าผสมข้ามสายพันธุ์ไปเรื่อย ๆ จนเกิดนวัตกรรมใหม่ ๆ อีก

ตอนท้าย ผู้ชมถามคุณอภิชัยว่า มีอะไรเป็นแรงใจในยามท้อแท้ในการทำงาน  ท่านตอบว่า  ทุกครั้งที่ท้อแท้ จะนึกบิลค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าเทอม ...  ต้องดิ้นรน ทำเพื่อให้ทุกคนในครอบครัวมีความสุข  ครอบครัวคือแรงบันดาลใจสำคัญของการทำงาน



 Jump Space ขอนแก่น Co-working Space แห่งภาคอีสาน

วิทยากรท่านที่ ๓ คือ คุณอัจฉริยะ ดาโรจน์ หนึ่งในผู้ก่อตั้ง Jump Space  ขอนแก่น  Co-working Space แห่งแรกของภาคอีสาน  คล้ายกับ HUBBA ที่กรุงเทพฯ โตะลาว (TOH-LAO) ที่ลาว  และ Smallworld ที่กัมพูชา  อ่านรายละเอียดบางส่วนของ Jump Space ได้ที่นี่ครับ

เป็นความสำเร็จระดับประเทศ ในการสร้างพื้นที่ให้คนทำงานและสนใจสตาร์ทอัพเข้ามาร่วมกันคิดและทำ สร้างพื้นที่ให้ใครที่มีไอเดีย มานั่งทำงาน  สร้างชุมชนที่เป็นนักคิดนักประดิษฐ์  พื้นที่ ๆ ในการถ่ายทอดหรือแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ต่าง ๆ ให้กับท้องถิ่น  เป็นพื้นที่สำหรับหาเพื่อน หาพันธมิตร และทดลองไอ้เดียว่าใช้ได้ไหม

Jump Space จะเป็นที่รวมของนักคิด นักประดิษฐ์ นักทำงาน นักลงทุน นักธุรกิจ เกิดชุมชนนักปฏิบัติ เกิดชุมชนนักรบธุรกิจ



อุปถัมภ์ ศิริไชย เจ้าของโกดังศรีสมัยค้าส่ง ยะลา

".... ถ้าคนยะลา ไม่ช่วยยะลา แล้วใครจะช่วยยะลา ...."  คือคำพูดประโยคแรกในการบรรยายของคุณอุปถัมภ์ ศิริไชย (คุณแกะ)  ...  ตอนท้ายของการเสวนา  โค้ชเดี่ยวมอบให้วิทยากรแต่ละท่านฝากอะไรให้กับผู้ฟังครั้งสุดท้ายก่อนจบ คุณแก่บอกว่า  "...อยากให้ทุกคนเชื่อมั่นในการทำความดีนะครับ แล้วตอบแทนบุญคุณบ้านเกิดนะครับ"   ... ผมอึ้งไปเลย ในใจได้แต่คิดว่า ทำไมเราจึงไม่สามารถจัดการให้นิสิตเข้ามาฟังชายคนนี้พูดได้นะ

คุณอุปถัมภ์ เป็นทายาทผู้กลับมารับช่วงธุรกิจครอบคร้วต่ออย่างไม่เต็มใจนักในช่วงแรก หลังจากสำเร็จ ป.โท จากอเมริกา ฝึกงานทั้งในร้านอาจารย์ไทย จีน และทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์อยู่ ๕ ปี (อ่านรายละเอียดได้ที่นี่) แต่ตอนหลังเมื่อต้องเจออุปสรรคมากมาย ธุรกิจการค้าส่ง ค้าปลีก โรงแรม และสถานบันเทิง ถูกรอบทำลายจากผู้ก่อความไม่สงบกว่า ๔๐ ครั้งตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ โดยเฉพาะครั้งที่ร้ายแรงที่สุด เมื่อวันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๗ ที่โกดังศรีสมัยเสียหายกว่า ๑๐๐ ล้านบาท (อ่านได้ที่นี่) แต่แทนที่คุณแกะจะท้อถอยไปเหมือนใครหลายคน แต่เขากลับลุกขึ้นมาต่อสู้และประสบความสำเร็จได้อีกครั้ง และริเริ่มโครงการส่งเสริมเยาวชนคนรุ่นใหม่ ให้เชื่อมั่นในการทำความดีเพื่อบ้านเกิดของตนเอง

คุณแกะในฐานะประธาน YEC (Young Entrepreneurs Chamber of Commerce) ของจังหวัดยะลา ร่วมกับเพื่อน ๆ (โค้ชเดี่ยวและทีม) ทำโครงการ "จุดประกายความคิดผู้ประกอบการชีวิต" เพื่อช่วยเหลือน้อง ๆ นิสิตนักศึกษาในเขตพื้นที่ ๓ จังหวัดชายแดนใต้ มีความรู้ความเข้าใจในการทำธุรกิจ และส่งเสริมความรักท้องถิ่น โดยตระเวนไปทั่วพื้นที่กับโค้ชเดี่ยวและคุณโอ้เสกสรร ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี มีฟังกว่า ๓,๐๐๐ คน  และมีเสียงเรียกร้องว่า ยังมีน้อง ๆ ที่ยังไม่ได้รับโอกาสอีกเยอะ จึงเกิดโครงการต่อมาที่เรียกว่า "คนยะลา" ที่มุ่งช่วยเหลือน้อง ๆ ที่ขาดโอกาสในพื้นที่จังหวัดยะลา  โดยเฉพาะ "ลูกเหลียง" หรือลูกของคนที่ถูกผู้ก่อการร้ายฆ่าตาย

"

หากน้องนักศึกษาจะมาทำ "STARTUP" จะต้องทำอย่างไร?

โค้ชเดี่ยวตั้งคำถามกับวิทยากรทั้งสามท่านว่า หากน้องนักศึกษาผู้ฟังในวันนั้นสนใจและต้องการจะมาทำ "STARTUP"  ควรจะทำอย่างไร  ต่อไปนี้คือคำตอบโดยรวมครับ
  • ไม่มีใครเก่งทุกอย่าง ในยุคนี้ต้องหาทีม เราต้องหาพันธมิตรครับ หาเพื่อน
    • หานักคิด นักการตลาด ... พวกนี้จะชอบสังเกต และตั้งคำถาม
    • หานักผลิต นักทำ เช่น โปรแกรมเมอร์ นักประดิษฐ์ ฯลฯ 
    • นักออกแบบ  เข้าใจลูกค้า และมีทักษะการสื่อสารกับลูกค้าที่ดี  
  • ต้องมีความมุ่งมั่นกับสิ่งที่คุณเลือก ...  คุณต้องล้มให้เร็วที่สุด และเรียนรู้จากความสำเร็จนั้น เพื่อเติบโต 
  • แต่ก่อนความสนใจจะไปอยู่ที่ผู้ผลิต แต่ในยุคนี้ ความสนใจทั้งหมดมาอยู่ที่ลูกค้าทั้งหมด  เฟสบุ๊ค กูเกิล ล้วนแล้วแต่มีระบบติดตามลูกค้าทั้งหมด  ...  ดังนั้น คุณต้องมีวิธีการสื่อสารที่ดีกับลูกค้า 








วันจันทร์ที่ 10 ตุลาคม พ.ศ. 2559

บรรยายพิเศษของโค้ชเดี่ยว อาจารย์ธรรมศักดิ์ อรชุนวงศ์ และทีม (๑)

วันที่ ๑๒ กันยายน ๒๕๕๙  มีบรรยายพิเศษเรื่อง " STARTUP จุดประกายความคิดการเริ่มต้นเป็นผู้ประกอบการธุรกิจแบบใหม่ในยุคดิจิทัล" ผมจับประเด็นสำคัญ ๆ ได้ดังนี้ครับ

  • จีนกำลังจะเป็นมหาอำนาจของโลกในอีก ๔-๕ ปี  ปี 2020 นี้เอง  เพราะประชากรจำนวนมาก กว่า ๑,๒๐๐ ล้านคน
  • ถ้าเราจะแข่งกับจีน เราจะแข่งได้ไหม?   
  • รู้ใหมว่า สินค้าที่เราใช้อยู่ในปัจจุบันนี้มากกว่า ๙๕%  
  • จีนกำลังจะมาต่อมาขายตรงในไทย  ทุกวันนี้เราสามารถสั่งซื้อสิ่งต่าง ๆ ได้หมดแล้ว 
  • แล้วเราควรจะรู้อะไร? ถึงจะสามารถสู้ได้ จะสร้างบริษัท เปิดบริษัทใหม่ จะต้องรู้อะไร? 
  • รู้จักคน ต้องรู้จักคนก่อน 
    • คนไทย หลงดารา ชอบเกาหลี งมงาย (ตุ๊กตาเทพ) ชอบตลก (ชอบเทพพิทักษ์) ชอบของฟรี รักและลืมง่าย อยากรวยฉับพลัน รักสนุก เชียร์มวยรอง ปากไม่ตรงกับใจ อุปทานหมู่ รับรู้ข้อมูลแบบฉาบฉวย ....  อย่างไรก็แล้วแต่ แต่คนไทยรักในหลวงที่สุด 
    • คนไทยแต่ละภาค นิสัยไม่เหมือนกัน  
      • ภาคเหนือ เรียบร้อย พูดน้อย พูดช้า ๆ เพราะ ฟังเพลงเหนือ 
เชิญฟังเพลงนี้ก่อนครับ เพราะมาก ความหมายดียิ่ง  (คุณโอ้เสกสรรค์ เริ่มด้วยเพลงนี้ครับ ผมค้นทางยูทูป ต้นฉบับมาครับ)


      •  ภาคใต้ เป็นคนแรง เร็ว ใจกล้า
ฟังเพลงที่ ๒ ที่คุณโอ้เลือกมาสำหรับเพลงคนใต้คือ เพลงมหาลัยวัวชน ครับ เชิญ


      • ภาคอีสาน รักสนุก กตัญญู รักพี่น้อง


    • ปัจจุบันคนมีลูกน้อยลง อัตราการหย่าร้างสูงมาก เศร้าซึมสูงมาก อัตราการฆ่าตัวตายสูงมาก  อยู่ด้วยกันก่อนแต่งเยอะ สโลเแกนคือ....โสดอย่างกล้าหาญ ขึ้นคานอย่างทรนง หรือ... เก่งอย่างมีคุณค่า ชราอย่างลับ ๆ ...ฮา
    • ในทางสถิติผู้หญิงมี ๓๓ % ผู้ชายมี ๓๒ % 
    • แต่สมมติว่า ในประเทศไทยมีผู้ชาย ๕ คน  ๑ คนเป็นคนแก่ มีอายุ ๕๕ ปี ขึ้นไป  อีก ๑ คนเป็นเด็ก ไม่อยู่ในวัยเจริญพัมธุ์  อีก ๑ คน เป็นคนไม่ดีเป็นโจรบ้างถูกจำคุกบ้าง เจ็บป่วยบ้าง เป็นต้น  เหลือสองคนหนึ่ง ๑ คนจะเป็นคนในกลุ่ม  LGBT (Lesbian, Gay, Bisexual, and Tran-gender)
      นั่นหมายความว่าจะมีเพียง ๑ ในห้าของผู้ชายเท่านั้นที่อยู่ในวัยเจริญพันธ์ุ ... กลุ่มเป้าหมายต้องชัดว่าสินค้าเราจะขายให้ใคร 
    • สรุปแล้วอัตราเฉลี่ยของผู้หญิงต่อผู้ชายจะเป็น ๔ ต่อ ๑ ...ฮา  แต่ถ้าเลือกเอาหน้าตาดี การศึกษาดี จะอยู่ที่  ๒๐ ต่อ ๑ เลยทีเดียว...ฮา
    • ตอนนี้ใน Facebook เปิดให้สามารถเข้าไปเปลี่ยนเพศเป็น LGBT แล้วนะ...
    • ยกตัวอย่างเช่น ... ลองดูตัวอย่างกาแฟเนเจอร์กิฟ ด้านล่างนี้ ... คิดว่าเขาจะขายให้ใคร?...

    • บางทีเขาเรียกกลุ่ม LGBT ว่า SPORNOSEXUAL คือกลุ่มที่ชอบเล่นกีฬา ชอบออกกำลังกาย ชอบโชว์เรือนร่าง ชอบเล่นกล้าม รอยสัก 
    • งานวิจัยบอกว่า ถ้ามีกลุ่ม SPORNOSEXUAL เดินมาสี่คน ๑ คนจะเป็น G อีกคนจะเป็น B อีกสองคนจะเป็น...ัว ของสองคนนี้อีกที...ฮา
      • จะทำธุรกิจกับคนกลุ่มไหน ... เราต้องรู้ว่า เขาเป็นอย่างไร ....
    • ในทางการตลาด เขาจะแบ่งคนออกเป็นรุ่น ๆ ด้วย เป็น Generation X, Y, Z  
    • คุณเป็นคนรุ่นใหม่คือ Generation Z  คือโตมากับเทคโนโลยี 
    • ส่วนเจ้านายของคุณจะเป็น Generation Y เขาจะรู้เรื่องเทคโนโลยีเหมือนกัน แต่จะสู้ Gen Z ไม่ได้  แต่เขาจะรู้จักการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยี ตั้งแต่ยุคเก่าจนเข้ามาสู่ยุคใหม่  เป็นคนสมาธิสั้นเหมือนกัน ชอบทำอะไรหลาย ๆ อย่างพร้อมกัน  เพลงที่คน Gen Y ชอบมาก ๆ ก็เช่น  บอดี้สแลมด์  

    • คน Gen Y จะชอบเลียนแบบ 
    • ส่วนคน Gen Z ภาษานักการตลาดจะเรียกว่า "เด็กแก่แดด" อยากได้อะไรง่าย ๆ อยากได้อะไรที่เป็นไปไม่ได้  อยากรวย อยากจบเร็ว ๆ อยากมีแฟนหล่อ ๆ เวลาชอบอะไรชอบทีละเยอะ ๆ  ไม่เชื่อลองดูคลิปด้านล่าง ...ฮา


    • การมองตลาดทุกวันนี้ เราต้องรู้จักว่า ทำไมต้องสร้างวงแบบนี้ขึ้นมา  ทำไมวง Exo ต้องมี Exo-M Exo-K  .... ????  ลงคิดดูซิ...
    • คน Gen Z จะเลียนแบบแบบไร้สำนึก ... มีมุมมองเรื่องความรัก ความตายแปลก ๆ 
    • คน Gen  Y กับคน Gen Z จะใช้คำแตกต่างกัน เวลามีความรัก หลงสาวก็จะหลงต่างกัน ทีท่าจะต่างกัน  ดูคลิปสองเพลงต่อไปนี้ 




  • การรู้จักคน ทำให้เราสามารถ "จับกลุ่มเป้าหมาย" ได้ชัดเจน   .... การทำ "STARTUP" สิ่งแรกที่ต้องทำคือ จับกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งให้ชัด 
  • เมื่อมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจนแล้ว ต่อไปคือ ให้จับที่ตัวปัญหา  ... ไม่ใช่ปัญหาของเรา แต่เป็นปัญหาของลูกค้า ปัญหาของคนกลุ่มที่เรา "จับ" 
  • ปัญหาของเราไม่ใช่ปัญหาของลูกค้า แต่ปัญหาของลูกค้าคือปัญหาของเรา .... สุดยอด คมกริบ  ดูคลิปครับ

  • ต้องเข้าใจ "การสื่อสารการตลาด" ดังคลิปด้านบน ที่เพียงเปลี่ยนคำว่า "I'm blind please help." เป็นคำว่า "It's a beautiful day but I can't see it." ลูกค้าก็มาเพียบ....
  • การทำ "STARTUP" ต้องรู้จักคิด   ต้องคิดแบบ "Outside In" เท่านั้น ห้ามคิดแบบ "Inside Out" 
  • วิธีการเปิดใจลูกค้า ง่ายที่สุดคือ "ยิ้ม"  ยิ้มไปเลย...  การยิ้มให้แล้วเขาไม่ยิ้มตอบเป็นเรื่องปกติ 
  • เมื่อรู้จักคิดแล้วสุดท้ายสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ รู้จักทำ ...
หลังจากนี้ โค้ชเดี่ยวก็เชิญไมค์ไปให้กับผู้ประสบผลสำเร็จ ๓ ท่าน ผลัดกันแลกเปลี่ยนประสบการณ์และร่วมกันตอบคำถามในตอนท้าย




"STARTUP จุดประกายความคิดการเริ่มต้นเป็นผู้ประกอบการธุรกิจแบบใหม่ในยุคดิจิทัล" ..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/616836
"STARTUP จุดประกายความคิดการเริ่มต้นเป็นผู้ประกอบการธุรกิจแบบใหม่ในยุคดิจิทัล"..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/616836
"STARTUP จุดประกายความคิดการเริ่มต้นเป็นผู้ประกอบการธุรกิจแบบใหม่ในยุคดิจิทัล"..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/616836

วันจันทร์ที่ 22 สิงหาคม พ.ศ. 2559

อาชีพที่จะหายไปในปี 2020

ลองดูคลิปนี้ครับ



บรรณธิการหนุ่มน้อย รายงานว่า ข้อมูลที่เขาอ่านจาก นิตยสาร Geektime (http://www.geektime.com/) บอกว่า อุตสาหกรรม 12 ต่อไปนี้จะหายไป 
  1. บริการรถแท๊กซี่จะหายไป   เพราะหลาย ๆ ประเทศ เริ่มมีการ "แท๊กซี่อูเบอร์"  หรือระบบที่ตัดพ่อค้าค้นกลางออกไป
  2. บริการส่งจดหมายจะหายไป  จะคงเหลือเฉพาะส่งของส่งพัสดุ 
  3. กระดาษจะลดลงอย่างมาก และอาจจะใช้กระดาษน้อยลงมากๆ  ... หมายถึง หนังสือพิมพ์ นิตยสาร หรือสื่อสิ่งพิมพ์ จะต้องเปลี่ยนแปลง 
  4. โทรศัพท์บ้าน ... ตอนนี้ไม่มีใครใช้แล้ว ....และโทรศัพท์ออฟฟิศด้วย 
  5. โทรศัพท์มือถือแบบเก่าจะหายไป ... ต่อไปโทรศัพท์จะเป็นมากว่าโทรศัพท์ แต่เหมือนเป็นคอมพิวเตอร์ติดตัว
  6. บัตรเครดิตการ์ดจะหายไป ...  ต่อไปคนจะใช้จ่ายผ่านโทรศัพท์มือถือ 
  7. โรงหนังน่าจะหายไป ...  เพราะเทคโนโลยีไม่จำเป็นไปดูแล้ว
  8. อุปกรณ์เก็บข้อมูลจะหายไป เช่น ซีดี ดีวีดี ดิสก์ ... คนจะไปใช้ Cloud system กันหมด 
  9. ประกันชีวิตจะหายไป รัฐบาลจะเข้ามาดูแลได้ทั้งหมด
  10. เคเบิ้ลทีวี จะหายไป 
  11. กระเป๋าสตางค์ จะหายไป ไม่จำเป็นต้องใช้แล้ว 
  12. พนักงานฟาสฟู๊ดอาจจะหายไป 
อยากให้ดูคลิปนี้ครับ


เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเราถนัดอะไร
  • ต้องสังเกตว่าตนเอง ชอบทำอะไร สนใจอะไร 
  • โทรศัพท์มือถือ เป็นอุปกรณ์ดูคนอื่น ไม่ค่อยทำให้ตนรู้จักตนเอง
  • ทุกอย่างมีรากของกรรม จงค้นหาตนเองด้วยการทำอะไร สนใจอะไร ให้ทำจริงๆ